ครม. ต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส 1,000 บ. ใช้จ่าย ต.ค.-พ.ย./ เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการรัฐ เป็น 1,000 บ.

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday September 22, 2026 13:15 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเพิ่มเติมวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ออกไปอีก 2 เดือน ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีกรอบวงเงินรวม 42,690 ล้านบาท

สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัด และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีก 700 บาท/คน/เดือน จากเดิม 300 บาท/คน/เดือน รวมเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

ส่วนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม จะมีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่

สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 1,000 บาท/คนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 21.00 น.

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 1 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ สามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569

นายเอกนิติ กล่าวว่า เมื่อรวมการดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการแล้ว คาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของวิกฤตราคาพลังงานได้ราว 47 ล้านคนทั่วประเทศ

วิกฤตพลังงานกลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันกลับไปสูงขึ้น เงินเฟ้อเริ่มกลับมาสูงขึ้น เราจำเป็นต้องดูแลประชาชน ด้วยการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการเป็น 1,000 บาทอีก 1 เดือน และไทยช่วยไทยพลัส ก็ใช้ได้อีก 2 เดือนในวงเงิน 1,000 บาท ทั้งหมดนี้ ใช้วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอจากวงเงินกู้ (ในส่วนแรก) ที่เหลืออยู่ และยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีความเชื่อมั่นในฐานะการคลังของไทย นายเอกนิติ ระบุ

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยังประเมินว่า การเพิ่มเติมวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ออกไปอีก 2 เดือน จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 0.1-0.2% และมั่นใจว่า ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้แน่นอน ผ่านการลดค่าครองชีพ แต่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยได้ตรงจุดที่สุด คือ การควบคุมราคาสินค้าไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยในไตรมาส 2 ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ซึ่งจะมีผลช่วยในเรื่องค่าครองชีพได้ ขณะที่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ 2.5% แต่ก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์โลกด้วยเช่นกัน

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจก่อน แต่หัวใจสำคัญของวันนี้ คือ วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนพลังงาน จะรอไม่ได้ และจำเป็นต้องลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง

ส่วนโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลมีแหล่งเงินเพียงพอที่จะดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ โดยได้หารือกับ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา แล้วว่าจะสามารถเริ่มโครงการนี้ได้ในปี 2570

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ประเด็นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เป็นสิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงการคลังให้ความสำคัญมากที่สุด ซึ่งการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ดังกล่าวนั้น จะใช้จากวงเงินที่เหลืออยู่อีกราว 44,000 ล้านบาท (ก้อน 2 แสนล้านบาทแรก) ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าจะไม่มีการโยกเงินจากก้อน 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ เนื่องจากเงินกู้ในก้อนหลัง จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ขอย้ำว่า การขยายโครงการเพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมีเงินเหลือ 44,000 ล้านบาท เลยอยากทำโครงการนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คิดว่าจะสงบ กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง น้ำมันก็ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งมันไปพอดีกับที่โครงการนี้จะสิ้นสุดในเดือนก.ย.69 เราจึงมาดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้างที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงที่สถานการณ์กลับมารุนแรง แต่เราก็ไม่ละเลยเรื่องวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการโอนเงินจากเงินกู้ในส่วนที่ 2 มาสมทบ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

พร้อมยืนยันว่า ทั้ง 2 โครงการที่รัฐบาลทำเพิ่มเติมนี้ จะสามารถดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานได้อย่างทั่วถึง โดยผู้ที่สมควรจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ ตามสิทธิที่ควรได้ ขณะที่ผู้ไม่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็จะรองรับคนกลุ่มที่เหลือนี้ทั้งหมด ขณะที่ประโยชน์หรือผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินโครงการมาแล้วเกือบ 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.69 ช่วยให้ GDP โตขึ้นอีก 0.38%

ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงกระบวนการรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า จะมีการเปิดให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิอยู่เดิม สามารถกดยอมรับสิทธิ์ต่อได้เลย โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนใหม่แต่อย่างใด

*ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปี 69 ลดเงื่อนไขตกหล่น รู้ผล 30 ก.ย. เริ่มใช้ 1 ต.ค

นายวินิจ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วน ของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม โดยให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการ อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

สำหรับหลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุง มีดังนี้

ประเด็นแรก คือ เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียน หรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษา เพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ

ประเด็นที่ 2 คือ เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่ 3 คือ เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์ และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่า เงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ประเด็นที่ 4 คือ เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก

ประเด็นที่ 5 การปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส. แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล

ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนซื่อสัตย์ ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล

ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน

สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 20 ก.ย.69 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 ก.ย.69

สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกรายที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ต.ค.69 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 ม.ค.70

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ