สรท. จี้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาคลังสินค้าสุวรรณภูมิชะงัก ชี้กระทบ Supply chain ภาคผลิต หวั่นฉุดส่งออกท้ายปี

ข่าวเศรษฐกิจ Friday November 6, 2026 16:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความแออัด และการตรวจปล่อยสินค้าทางอากาศ ณ คลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง แม้ทุกฝ่ายจะพยายามประสานงานแก้ไขในเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ความล่าช้าหน้างานยังไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโซ่อุปทานการผลิต และการส่งออกของประเทศ

นายธนากร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับสมาชิก พบว่า ในปัจจุบันคลังสินค้าทางอากาศ ยังคงเผชิญปัญหาหลักและผลกระทบที่เข้าขั้นวิกฤต 3 ประการ ได้แก่:

1. สินค้าค้างสะสมและหาตำแหน่งไม่พบ: เนื่องจากการระบุตำแหน่งสินค้า (Location) ในคลังยังคงมีปัญหา สินค้าและวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมากยังติดค้างในระบบ ไม่สามารถค้นหาเพื่อจ่ายสินค้าออกได้ตามเวลาปกติ

2.ห่วงโซ่การผลิตสะดุด: โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งประสบภาวะวัตถุดิบขาดแคลน เนื่องจากนำออกจากคลังไม่ได้ ส่งผลให้ต้องชะลอหรือหยุดสายการผลิตบางส่วน ความเสี่ยงต่อการผิดนัดส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

3.ต้นทุนแฝงภาคเอกชนพุ่งสูง: ความล่าช้าส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายล่วงเวลาของแรงงานและรถขนส่ง รวมถึงสุ่มเสี่ยงต่อค่าปรับการส่งมอบสินค้าล่าช้า หรือการยกเลิกสัญญาจากคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดย สรท. เสนอมาตรการและข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ระดับ:

1. ข้อเสนอแนะเร่งด่วน ถึงฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า การบินไทย (THAI Cargo)

ระดมกำลังพล และเพิ่มระบบสแกนตรวจสอบตำแหน่งสินค้าที่ค้างสะสมอยู่อย่างจริงจัง พร้อมแยกโซนสินค้าค้างเก่าออกจากสินค้าใหม่ เพื่อเคลียร์สินค้าออกให้เร็วที่สุด ซึ่งระยะเร่งด่วนอาจต้องขอความร่วมมือกำลังพลจากทหารอากาศหรือแหล่งอื่นมาช่วยเหลือจนกว่าจะสามารถเคลียร์สินค้าตกค้างทั้งหมดได้

เร่งยกระดับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับติดตามสถานะสินค้า (Real-time Status Tracking) เพื่อให้สามารถติดตามสถานะสินค้าในระบบให้ตรงกับความเป็นจริงแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตัวแทนขนส่ง และตัวแทนออกของ สามารถรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนเดินทางมารับ ลดการมาจอดค้างรอหน้างาน

จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของคลังให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าตลอด 24/7 รวมถึงเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางโทรศัพท์ อีเมล์ และออนไลน์อื่น ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการและปริมาณงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก ตลอดจนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สามารถติดต่อสื่อสารและประสานงานได้ตลอด 24/7

2. ข้อเสนอแนะถึง บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT)

เสนอให้จัดสรรพื้นที่ว่าง หรือคลังสินค้าภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ THAI Cargo ใช้เป็นพื้นที่คัดแยกสินค้าชั่วคราว เพื่อระบายความแออัดออกจากคลังหลัก ตลอดจนจัดเก็บสินค้าไม่ให้เสียหายความร้อน และน้ำฝนจากการวางกองกลางแจ้ง

เสนอให้ยกระดับบริหารจัดการจราจร โดยเฉพาะการจัดช่องทางพิเศษ (Fast Lane) และจัดคิวรถบรรทุกที่มาติดต่อรับสินค้าขาเข้าที่พร้อมจ่ายแล้ว เพื่อไม่ให้ติดสะสมร่วมกับรถที่มารอคิวปกติ

3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึงกระทรวงคมนาคม สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้า

ขอให้กรมศุลกากร และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้า สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจให้เพียงพอ รวมถึงขยายเวลาการตรวจปล่อยสินค้านอกเวลาทำการ และผ่อนผันการตรวจปล่อยสินค้าเร่งด่วนบางส่วน ที่สามารถระบุโลเคชันได้และพร้อมออกจากคลังได้ก่อน โดยไม่ต้องรอสินค้าส่วนที่เหลือ เพื่อช่วยระบายสินค้าออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด และให้ดำเนินการจนกว่าจะสามารถเคลียร์สินค้าตกค้างทั้งหมดได้

ขอให้กระทรวงคมนาคม และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เร่งรัดแนวทางการตรวจสอบสินค้าภายนอกท่าอากาศยาน (Off-Site Screening) ให้ผู้ประกอบการสามารถทำการตรวจความปลอดภัยนอกสนามบินได้ในระยะยาว และเร่งเตรียมความพร้อมการรับรองผู้ส่งออกทราบตัวตน (Known Consignor: KC) และตัวแทนควบคุม (Regulated Agent: RA) เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดที่คลังสินค้าภายในสนามบินอีกในอนาคต

ภาพรวมสถานการณ์การค้า: ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปลดล็อกระบบ Air Cargo

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมการค้าของไทยในปี 2569 ว่า สรท. ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตภาคการส่งออกทั้งปี 2569 ขึ้นเป็น 17 19% (มูลค่าราว 390,000 405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวได้ดีถึง 19.6% ขณะที่การนำเข้าเติบโตสูงถึง 37.8% (มูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางอากาศ (Air Cargo) เป็นหลัก ได้แก่:

ขาออก (Export): การเติบโตของอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ AI และ Data Center ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงและต้องการความเร็วในการจัดส่ง

ขาเข้า (Import): การนำเข้าชิ้นส่วนเทคโนโลยีและวัตถุดิบขั้นสูง (High-value Raw Materials) เพื่อนำมาประกอบและผลิตต่อในห่วงโซ่อุปทานการส่งออก

ตัวเลขการนำเข้าที่โตทะลุ 37.8% และการส่งออกสินค้าไฮเทคที่เติบโตอย่างมาก สะท้อนชัดเจนว่า สายการบินและคลังสินค้าทางอากาศ คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ หากปัญหาคลังสินค้าสะสมที่สุวรรณภูมิ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที จะไม่เพียงแต่กระทบต่อการส่งออกในไตรมาสที่ 4 เท่านั้น แต่จะลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการเติบโตเชิงโครงสร้างในปี 2570 อีกด้วย สรท. จึงขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผนึกกำลังเร่งแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่สุด นายธนากร กล่าว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ