นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 25692572 และ แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 25692572 เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ ให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันจากต่างประเทศบางส่วน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 25692572 กำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 25692572 ยังวางกรอบการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อประชาชนเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
นางลลิดา กล่าวว่า การเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับภาคการเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยมีศักยภาพ เพราะเราสามารถผลิตวัตถุดิบได้ภายในประเทศ นำมาใช้ทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว นางสาวลลิดา กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน