ประเทศไทยกำลังเปิดโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ ในอัตรา Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่ารัฐจะรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเท่าใด หากอยู่ที่ว่า กติกาครั้งนี้กำลังเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาโครงการโซลาร์อย่างไร
ไม่ได้แข่งกันที่ราคา แต่แข่งกันที่ ความพร้อม
โครงการนี้ไม่มีการประมูลราคา เพราะรัฐกำหนดอัตรารับซื้อไว้แล้ว ผู้ยื่นจึงแข่งขันกันที่ความพร้อมของโครงการ ตั้งแต่ที่ดิน การออกแบบทางวิศวกรรม แหล่งเงินทุน ประสบการณ์ ไปจนถึงแผนการก่อสร้างและการจ่ายไฟเข้าระบบ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินหรือมีที่ดินอย่างเดียวไม่พอ โครงการต้องพร้อมเดินได้จริง
มีที่ดินดี ก็อาจสร้างไม่ได้
สำหรับโครงการนี้ สิ่งสำคัญมากคือ ศักยภาพของสายไฟฟ้า หรือ Feeder การไฟฟ้าจะกำหนดว่าพื้นที่ใดสามารถรองรับโรงไฟฟ้าได้ และรองรับได้กี่เมกะวัตต์ โดยดูจากความต้องการใช้ไฟและข้อจำกัดของระบบไฟฟ้าในพื้นที่
ดังนั้น วิธีคิดอาจต้องเปลี่ยนจาก เรามีที่ดินตรงไหนบ้าง เป็น ระบบไฟฟ้าตรงไหนยังมีพื้นที่รองรับโครงการใหม่ ที่ดินที่เหมาะสมและราคาดีอาจไม่มีประโยชน์ หากสายป้อนเต็มแล้ว
ตัวเลขที่ยอม ลดขนาด อาจเป็นตัวตัดสิน
ผู้ยื่นสามารถระบุได้ว่า หากระบบรองรับกำลังผลิตเต็มจำนวนไม่ได้ ตนยอมลดขนาดโครงการลงเหลือเท่าใด ตัวอย่างเช่น ยื่น 10 เมกะวัตต์ แต่ระบบรองรับได้เพียง 7 เมกะวัตต์ หากผู้ยื่นยอมลดเหลือ 7 เมกะวัตต์ ก็ยังอาจได้รับคัดเลือก แต่หากยอมลดมากเกินไป โครงการอาจไม่คุ้มทุน
ตัวเลขขั้นต่ำนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็น การตัดสินใจทางธุรกิจ ว่าโครงการต้องมีขนาดอย่างน้อยเท่าใดจึงจะยังลงทุนได้
ต้องมีเงินพร้อมตั้งแต่ต้น
ผู้ยื่นต้องแสดงทั้งทุนจดทะเบียนและแหล่งเงินทุน รวมถึงหนังสือสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ นอกจากนี้ ยังต้องวางหลักประกันในอัตรา 1,000 บาทต่อกิโลวัตต์ ดังนั้น โครงการขนาด 10 เมกะวัตต์ต้องใช้หลักประกันประมาณ 10 ล้านบาท
กติกานี้สะท้อนว่า รัฐต้องการผู้พัฒนาที่มีความพร้อมจริง ไม่ใช่ผู้ที่ขอสิทธิไว้ก่อนแล้วค่อยหาเงินภายหลัง
ได้ PPA แล้ว ก็ยังขายโครงการไม่ได้ง่าย
เมื่อได้รับคัดเลือกแล้ว ผู้พัฒนาต้องรักษาโครงสร้างผู้ถือหุ้น และโดยหลักไม่สามารถโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ Power Purchase Agreement (PPA) ได้เป็นเวลา 5 ปีหลังวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์
เรื่องนี้สำคัญสำหรับนักลงทุนที่วางแผนพัฒนาโครงการแล้วขายต่อ ก่อนลงทุนจึงไม่ควรถามเพียงว่าโครงการให้ผลตอบแทนเท่าใด แต่ต้องถามด้วยว่า ถือโครงการนานแค่ไหน ปรับโครงสร้างได้หรือไม่ และจะออกจากการลงทุนอย่างไร
เป็นไฟฟ้าสะอาด แต่ REC ไม่ได้เป็นของผู้ผลิต
อีกประเด็นที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ แม้โรงไฟฟ้าจะผลิตพลังงานหมุนเวียน แต่ Renewable Energy Certificate (REC) และคาร์บอนเครดิตจากโครงการจะตกเป็นของการไฟฟ้าหรือภาครัฐ ผู้ผลิตจึงไม่ควรคาดหวังรายได้เพิ่มเติมจากการขาย REC หรือคาร์บอนเครดิต เนื่องจาก รายได้หลักของโครงการจะมาจาก ค่าไฟฟ้าตาม FiT
จุดนี้ทำให้โครงการแตกต่างจาก Direct PPA ซึ่งคุณค่าด้านพลังงานสะอาดอาจมีความสำคัญโดยตรงต่อผู้ซื้อภาคเอกชนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเพื่อเป้าหมาย RE100 หรือ Scope 2
นักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมได้ แต่ต้องมีพันธมิตรไทย
หากผู้ยื่นเป็นบริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 และยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม นักลงทุนต่างชาติจึงสามารถเข้าร่วมได้ แต่ต้องวางโครงสร้างร่วมทุนกับฝ่ายไทยอย่างเหมาะสม และต้องระวังไม่ให้โครงสร้างเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือ nominee
ที่สำคัญ โครงสร้างผู้ถือหุ้นควรคิดให้จบตั้งแต่ต้น เพราะหลังจากได้รับโครงการแล้ว การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นมีข้อจำกัด
แล้ว ชุมชน ได้อะไร?
ชื่อโครงการอาจทำให้เข้าใจว่าชุมชนต้องเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า แต่ในกติกานี้ ชุมชน หมายถึงพื้นที่ระดับตำบลหรือแขวงที่ใช้เป็นฐานในการกำหนดขนาดและศักยภาพของโครงการ
คำถามที่น่าติดตามต่อไปจึงคือ นอกจากการมีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในพื้นที่แล้ว ชุมชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ หรือการจัดการแผงโซลาร์เมื่อหมดอายุใช้งาน เพราะความยั่งยืนไม่ควรวัดเพียงว่าเราผลิตไฟฟ้าสะอาดได้กี่เมกะวัตต์ แต่ควรมองด้วยว่าโครงการสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่และสามารถบริหารผลกระทบตลอดวงจรชีวิตได้หรือไม่
ถอดรหัสกติกา โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนครั้งนี้กำลังบอกเราว่า การลงทุนพลังงานหมุนเวียนยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ใครมีที่ดินมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเข้าใจพร้อมกันทั้ง ระบบไฟฟ้า ที่ดิน เงินทุน กฎหมาย และความคุ้มค่าของโครงการ ดังนั้น คำถามแรกก่อนลงทุนควรเป็น พื้นที่นั้นเชื่อมต่อระบบได้หรือไม่ และโครงการของเราพร้อมไปถึง COD จริงหรือยัง?
โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ