HILITE: โบรกเจาะลึก TISA ปฏิรูปการออมระยะยาว แต่เม็ดเงินใหม่อาจไม่หวือหวา คัดหุ้นเป้าหมายปันผลเด่น

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday October 27, 2026 10:26 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บล.อินโนเวสท์เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า หลักเกณฑ์ของโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) มีความชัดเจนแล้วกว่า 90% โดยเหลือเพียงการหารือรายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขบางส่วนกับภาคตลาดทุน คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในปีนี้ เพื่อให้ทันเริ่มลงทุนในปี 2570 และยื่นภาษีในต้นปี 2571 โดยสาระสำคัญ คือ การรวบรวมการออมและการลงทุนไว้ในบัญชีเดียว ซึ่งจะให้วงเงินสิทธิประโยชน์รวมสูงสุดอยู่ที่ 8 แสนบาท (แยกวงเงินประกันชีวิต/สุขภาพ 1 แสนบาทออกไปต่างหากเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเดิม) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  1. วงเงินหักลดหย่อนภาษีตามปกติ 6 แสนบาท (คงเพดานสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ และยกเลิกเงื่อนไขตัวคูณลดหย่อนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม) โดยปลดล็อกให้ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทได้อย่างอิสระ ทั้งหุ้นไทย ตราสารหนี้ และกองทุนรวม โดยไม่ต้องยึดติดกับกองทุนรวมเพียงอย่างเดียว รวมทั้งยกเลิกจำกัดวงเงินแยกตามประเภทสินทรัพย์
  2. วงเงินพิเศษ 2 แสนบาท สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ตามที่ ก.ล.ต.กำหนด ซึ่งไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากกำไร (Capital Gain) และเงินปันผลหากถือครองครบตามเงื่อนไข

วงเงินลดหย่อนภาษีเท่าเดิม การลงทุนมีอิสระมากขึ้น แต่ยังจับตาเงื่อนไขที่ชัดเจนอีกครั้ง

InnovestX ประเมินว่า หากมาตรการ TISA ข้างต้นถูกบังคับใช้ในปี 2570 จะทำให้เพดานการหักลดหย่อนภาษีสุทธิของผู้เสียภาษีอยู่ที่ 6 แสนบาทเท่าเดิม (เนื่องจากในปี 2570 วงเงินลดหย่อนของ Thai ESG จะกลับมาที่ฐานเดิม 1 แสนบาท ถือครอง 8 ปี หลังมาตรการพิเศษกระตุ้นตลาดทุนวงเงิน 3 แสนบาท ถือครอง 5 ปี จะหมดอายุลงในปี 2569 เมื่อรวมกับ กลุ่มกองทุนเกษียณ RMF/PVD/SSF 5 แสนบาท จะเท่ากับ 6 แสนบาทพอดี)

อย่างไรก็ดี รายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการ TISA ยังไม่มีความแน่นอนและต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ โดยเบื้องต้นหากมีการเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็น TISA ข้างต้นคาดจะส่งผลกระทบใน 4 มิติหลัก ได้แก่

  1. มิติด้านการคลังของรัฐบาล : เป็นการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายการควบคุมรายได้จากการจัดเก็บภาษี (Tax Expenditure) ให้อยู่ในกรอบ 6 แสนบาทเดิม ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางภาษี (การงดเว้นภาษีปันผลในวงเงิน 2 แสนบาท) เพื่อเป็นกลไกจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมเข้าสู่ระบบการลงทุนระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงอายุ
  2. มิติด้านผู้เสียภาษี : จะได้รับความยืดหยุ่นและมีทางเลือกในการบริหารพอร์ตลงทุนที่หลากหลายขึ้น ทั้งจากการจัดสรรเงินในวงเงิน 6 แสนบาทแรก และวงเงินพิเศษ 2 แสนบาทเพื่อรับสิทธิงดเว้นภาษีปันผล 10% อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่แท้จริงต่อผู้เสียภาษีแต่ละกลุ่ม ยังคงต้องรอติดตามความชัดเจนของเงื่อนไขเพดานการลดหย่อน (เช่น เกณฑ์ใหม่ TISA กำหนดเพดานการซื้อสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่เกณฑ์เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 30% ของรายได้) ว่าจะส่งผลต่อการวางแผนภาษีเดิมมากน้อยเพียงใด
  3. มิติของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) : โครงสร้าง TISA เปิดโอกาสให้ บล. มีบทบาทมากขึ้นในฐานะตัวกลางให้บริการบัญชีลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจช่วยหนุนปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) จากกลุ่มนักลงทุนที่เลือกประหยัดค่าธรรมเนียมด้วยการลงทุนตรงด้วยตนเอง ตลอดจนเป็นโอกาสในการยกระดับบริการแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Platform)
  4. มิติของอุตสาหกรรมกองทุนรวม (บลจ.) : การแข่งขันจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดที่เปิดกว้างขึ้น (Open Market) เมื่อนักลงทุนมีอิสระในการจัดสรรสินทรัพย์นอกเหนือจากการซื้อกองทุน จะทำให้อุตสาหกรรม บลจ. จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ แข่งขันด้านผลตอบแทน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวมากขึ้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน (AUM) ในยุคที่ข้อจำกัดการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น

กลยุทธ์รับมือ TISA เน้น หุ้นปันผลสูง คือ ผู้ชนะที่แท้จริง

เบื้องต้นจากข่าวดังกล่าว InnovestX มองว่า มาตรการ TISA ข้างต้น อาจไม่ได้สร้างแรงผลักดันต่อสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมเม็ดเงิน (Net Inflow) ในปี 2570 อาจกระจายตัวมากขึ้น เพราะการให้อิสระในการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทำให้นักลงทุนสามารถโยกเงินไปพักในตราสารหนี้ได้ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน

อย่างไรก็ดี หากมาตรการนี้บังคับใช้จริง ผู้ชนะเพียงกลุ่มเดียวในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นปันผลสูง (High Dividend Yield) นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์นำวงเงินส่วน 6 แสนบาทแรก กระจายลงทุนตามความเสี่ยงด้วยตนเองเพื่อประหยัดค่าธรรมเนียมกองทุน ขณะที่วงเงิน 2 แสนบาทหลัง ควรเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานแกร่งที่จ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ เพื่อดึงสิทธิประโยชน์จากการงดเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลกลับมาให้ได้มากที่สุด และสร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ระยะยาว

ทั้งนี้ InnovestX แนะนำ 9 หุ้นปันผลคุณภาพดีสำหรับการลงทุนระยะยาว ได้แก่ BBL KTB KKP HMPRO AP SCCC PTT FTREIT และ LHSC


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ