HILITE: ต่างชาติลุยซื้อหุ้นไทย 4 วันติดทะลุ 8.6 พันล้านส่งสัญญาณบวก โบรกเชียร์ดักหุ้นงบ Q3 เด่น DELTA-BBL-SCGP

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday October 27, 2026 09:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ หลังมียอดซื้อสุทธิต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวมกว่า 8.7 พันล้านบาท หนุนดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น 1.05% ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ จึงแนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการสนับสนุน โดยเลือก DELTA, BBL และ SCGP เป็นหุ้นเด่นประจำวัน

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 1,579.03 จุด เพิ่มขึ้น 16.36 จุด หรือ 1.05% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวม 8,683.5 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,769 ล้านบาท ส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิในเดือนตุลาคม 22,717 ล้านบาท พลิกจากเดือนกันยายนที่ไหลออก 21,281 ล้านบาท สะท้อนการกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทย แม้บรรยากาศตลาดโลกยังมีความผันผวน

เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติรวมธุรกรรม NVDR พบว่า PTTEP ได้รับแรงซื้อสะสมสูงสุดประมาณ 4,276 ล้านบาท ตามด้วย KKP, CPALL, BH และ GULF ขณะที่แรงซื้อยังเริ่มกระจายไปยังหุ้นกลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว และค้าปลีก สะท้อนการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยสนับสนุนมากกว่าการฟื้นตัวของตลาดในวงกว้าง

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจไทย ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2569 ขยายตัว 24.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 56 เดือน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 25.4% โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 50.4% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 5.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าการขยายตัวของภาคส่งออกยังต้องติดตามควบคู่กับต้นทุนการนำเข้าและราคาพลังงาน

สำหรับตลาดต่างประเทศ หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวจากกระแสการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.30.8% แต่การฟื้นตัวยังไม่แข็งแกร่งนัก เนื่องจากหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่มีสัดส่วนเพียง 19% ของทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยชู DELTA จากแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อนหน้า พร้อมราคาเป้าหมาย 333 บาท ขณะที่ BBL มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ที่ 0.6 เท่า แม้คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะลดลง 31% จากปีก่อน ส่วน SCGP คาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการพลิกกลับมามีกำไรของ Fajar Paper ในประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส มองว่า แม้เงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของแรงซื้อและปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเน้นกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัว มากกว่าการลงทุนตามทิศทางตลาดโดยรวม

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ หลังมียอดซื้อสุทธิต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวมกว่า 8.7 พันล้านบาท หนุนดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น 1.05% ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ จึงแนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการสนับสนุน โดยเลือก DELTA, BBL และ SCGP เป็นหุ้นเด่นประจำวัน

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 1,579.03 จุด เพิ่มขึ้น 16.36 จุด หรือ 1.05% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวม 8,683.5 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,769 ล้านบาท ส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิในเดือนตุลาคม 22,717 ล้านบาท พลิกจากเดือนกันยายนที่ไหลออก 21,281 ล้านบาท สะท้อนการกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทย แม้บรรยากาศตลาดโลกยังมีความผันผวน

เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติรวมธุรกรรม NVDR พบว่า PTTEP ได้รับแรงซื้อสะสมสูงสุดประมาณ 4,276 ล้านบาท ตามด้วย KKP, CPALL, BH และ GULF ขณะที่แรงซื้อยังเริ่มกระจายไปยังหุ้นกลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว และค้าปลีก สะท้อนการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยสนับสนุนมากกว่าการฟื้นตัวของตลาดในวงกว้าง

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจไทย ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2569 ขยายตัว 24.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 56 เดือน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 25.4% โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 50.4% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 5.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าการขยายตัวของภาคส่งออกยังต้องติดตามควบคู่กับต้นทุนการนำเข้าและราคาพลังงาน

สำหรับตลาดต่างประเทศ หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวจากกระแสการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.30.8% แต่การฟื้นตัวยังไม่แข็งแกร่งนัก เนื่องจากหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่มีสัดส่วนเพียง 19% ของทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยชู DELTA จากแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อนหน้า พร้อมราคาเป้าหมาย 333 บาท ขณะที่ BBL มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ที่ 0.6 เท่า แม้คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะลดลง 31% จากปีก่อน ส่วน SCGP คาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการพลิกกลับมามีกำไรของ Fajar Paper ในประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส มองว่า แม้เงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของแรงซื้อและปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเน้นกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัว มากกว่าการลงทุนตามทิศทางตลาดโดยรวม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ