ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 33.77 แนวโน้มแกว่ง Sideways จับตาตัวเลขศก.สหรัฐ-ลุ้นผลประชุมธนาคารกลางหลัก

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday October 27, 2026 09:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.77 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากปิดวันก่อนที่ระดับ 33.80 บาท/ดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ หลังมีรายงานข่าวผู้นำระดับสูงของซาอุดิอาระเบีย ปากีสถาน และตุรกี ได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีของอิหร่าน เพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

สำหรับค่าเงินบาท ยังเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาด ต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีความไม่แน่นอนสูง

ช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องการรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นายพูน กล่าว

โดยคืนนี้ ตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน, ข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ ดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการปรับนโยบายการเงินของ FED ส่วนฝั่งยุโรป ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองยุโรป

ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ การเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอล ซึ่งหากนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu สามารถคว้าชัยชนะได้อีกครั้ง อาจเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น กดดันให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก

นายพูน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์

*ปัจจัยสำคัญ

เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.70 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 156.86 เยน/ดอลลาร์

เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1170 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1220 ดอลลาร์/ยูโร

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 33.792 บาท/ดอลลาร์

ทริสเรทติ้ง คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ปรับตัวดีขึ้นแตะ 2% จากเดิม 1.8% แต่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ชี้ปัจจัยหนุนการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกแกร่ง ด้าน S&P Global Ratings มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่มีปัจจัยหนุนจาก AI ทั่วโลก และดาต้าเซ็นเตอร์

รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลางและแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่าปี 69 นี้จะมีจำนวนกว่า 7 แสนคน ขณะที่เมื่อปี 68 มีกว่า 8 แสนคน โดยถือว่าฟื้นตัวขึ้นชัดเจน จากช่วงที่เกิดเหตุจนถึงเดือนพ.ค. 69 มีอยู่กว่า 2 แสนคน ขณะที่เดือนพ.ค.-ก.ย. ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5-6 แสนคน ส่งผลให้ที่เคยติดลบสูงถึง 30% ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีแนวโน้มติดลบไม่เกิน 6%

แบงก์กรุงไทย (KTB) คาดประชุม กนง. วันที่ 28 ต.ค. 69 นี้ มีแนวโน้วคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1% ต่อปี จับตาศึกตะวันออกกลางดันบาทผันผวน เสี่ยงแตะ 34 บาท

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (26 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (26 ต.ค.) เนื่องจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ (28 ต.ค.)

ในสัปดาห์นี้จะมีธนาคารกลางถึง 5 แห่งในกลุ่มประเทศ G10 ที่จัดการประชุมนโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางแคนาดา (BOC) และธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า RBNZ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.00%, BOC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.50%, เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00%, ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.50% และ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25%

นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันพุธนี้ รวมทั้งถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ (29 ต.ค.) โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

นักลงทุนยังติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งจะเป็นการตัดสินว่าพรรคใดจะเป็นผู้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ