ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความวิตกกังวลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันพรุ่งนี้ (3 พ.ย.) แต่ในอดีต เหตุการณ์ดังกล่าวมักทำให้ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นกระแสชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน หรือพรรคเดโมแครต หรือการแบ่งอำนาจกันระหว่างทั้งสองพรรค หรือการคงสภาพการเมืองแบบเดิมในขณะนี้ก็ตาม
ในการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะมีการชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภาจะมีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง
ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง
การนับคะแนนเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นในช่วงค่ำวันพรุ่งนี้ โดยจอร์เจีย อินเดียนา เคนทักกี เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย และเวอร์มอนต์ จะเป็นกลุ่มรัฐที่เริ่มมีการนับคะแนนก่อน ในวันอังคารที่ 3 พ.ย. เวลา 19.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันพุธที่ 4 พ.ย. เวลา 07.00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งจะทำให้หลายฝ่ายสามารถเริ่มประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 มักดีดตัวขึ้น หลังการเลือกตั้งกลางเทอมและการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยจากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว CNBC ซึ่งศึกษาผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 หลังการเลือกตั้งระหว่างปี 1980-2024 พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 0.2% หลังการเลือกตั้ง 1 วันและ 1 สัปดาห์ และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.1% หลังจากผ่านไป 1 เดือน โดยเป็นค่าเฉลี่ยจากทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งกลางเทอม
เมื่อผ่านไป 1 ปี ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 13.7% หลังการเลือกตั้งกลางเทอม และ 13.8% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยดัชนีมีผลตอบแทนเป็นบวกใน 91% ของกรณีที่ศึกษา นอกจากนี้ S&P 500 ยังปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทั้ง 11 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1982 ถึง 2022
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในระยะสั้นมีความไม่แน่นอนมากกว่า โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเล็กน้อยในช่วง 1 วันและ 1 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง
ไรอัน เดทริก ผู้ร่วมให้ข้อมูลของ CNBC และหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวกับ CNBC ว่า ก่อนการเลือกตั้งเหล่านี้ ตลาดมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ความรู้สึกโล่งใจก็จะเกิดขึ้นอย่างมาก และโดยทั่วไปตลาดมักทำผลงานได้ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ตลาดมักชื่นชอบสถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแบ่งกันคุมทำเนียบขาวและสภาคองเกรสอย่างน้อยหนึ่งสภา
จากการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 ครั้ง ซึ่งไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส พบว่า S&P 500 ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 15% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง โดยผลตอบแทนเป็นบวกถึง 14 ครั้งจากทั้งหมด 15 ครั้ง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 11.5% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งที่ส่งผลให้พรรคการเมืองเดียวสามารถควบคุมอำนาจทั้งหมดในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส
เดทริกกล่าวว่า หากเกิดกระแสชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน หรือพรรคเดโมแครต ตลาดกลับไม่ได้ชื่นชอบสถานการณ์เช่นนั้นมากนัก เพราะอาจทำให้เกิดการใช้จ่ายมากเกินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และทำให้พรรคที่ชนะมีอำนาจมากเกินไป
นอกจากนี้ สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตควบคุมสภาคองเกรส ขณะที่ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันคุมทำเนียบขาว ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ก็เคยส่งผลบวกต่อตลาดเช่นกัน
การวิเคราะห์ของ CNBC พบว่า หลังการเลือกตั้งกลางเทอม 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 1986, 1990 และ 2006 ซึ่งพรรคเดโมแครตควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกันนั้น ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเฉลี่ย 0.5% ในวันแรกหลังการเลือกตั้ง แต่ปรับตัวขึ้น 3.4% หลังผ่านไป 1 เดือน และเพิ่มขึ้น 10.9% หลังผ่านไป 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าผลการเลือกตั้งอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อตลาดมากกว่า
ตัวอย่างเช่น ดัชนี S&P 500 ดิ่งลง 22.1% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2000 เนื่องจากวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม นับเป็นการปรับตัวของดัชนีหลังการเลือกตั้งที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980
ในทางกลับกัน ปีที่ตลาดทำผลงานได้ดีที่สุดหลังการเลือกตั้งคือปี 2020 โดย S&P 500 พุ่งขึ้น 38.3% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากตลาดฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากแรงเทขายครั้งใหญ่ที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19
นอกจากนี้ รายงานจากธนาคารโซซิเอเต้ เจเนอราล ระบุว่า นักลงทุนควรคำนึงไว้ว่า นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และวัฏจักรผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อตลาดมากกว่าผลการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น หลังการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกลับคืนมาได้ในช่วงที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลง เนื่องจากในปีดังกล่าว เฟดดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ S&P 500 ปิดสิ้นปีด้วยการดิ่งลง 6.2% แม้ว่าหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป 1 ปี ตลาดจะปรับตัวขึ้น 11.7% ก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ตลาดผันผวนในครั้งนี้คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคำถามที่ว่าการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะดำเนินต่อไปหรือไม่
เดทริกกล่าวว่า ตราบใดที่กระแสการเติบโตของ AI ยังคงดำเนินต่อไป และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ ตลาดกระทิงรอบนี้ก็น่าจะยังคงอยู่ และมีความแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม หากพรรคเดโมแครตสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็มีแนวโน้มอย่างมากที่จะสร้างแรงกดดันต่อการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และอาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องชะลอหรือลดแผนการลงทุนลงอีก
ตลาดพันธบัตรเองก็มีความเปราะบางเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้
นอกจากนี้ สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านก็อาจทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้ง หากปธน.ทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ หรือหากอิหร่านยกระดับการตอบโต้
จิม รีด หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุนของ Deutsche Bank ระบุในบทวิเคราะห์ว่า รูปแบบตามฤดูกาลของตลาดไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดผลลัพธ์ได้อย่างแน่นอน และความกังวลเกี่ยวกับอิหร่าน, AI และฝรั่งเศส ก็ไม่ได้หายไปอย่างลึกลับเพียงเพราะการเลือกตั้งสิ้นสุดลง
หากพิจารณาจากสถิติในอดีต เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ Santa Rally หรือการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงปลายปี และการดีดตัวขึ้นของ S&P 500 หลังการเลือกตั้งกลางเทอม
อย่างไรก็ตาม ตลาดในปัจจุบันยังคงขับเคลื่อนด้วยกระแส AI ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายของเฟด และตลาดพันธบัตร ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทางตลาด
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ