ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเสนอให้นำเงินที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้รับเพิ่มขึ้นจากการเร่งขายกองทุน ETF มาสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (6 พ.ย.) ว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขาย ETF ถือเป็นผลพวงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และควรนำกลับมาลงทุนโครงการรับมือวิกฤตและโครงการส่งเสริมการเติบโต เพื่อสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้น หลัง BOJ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะเพิ่มวงเงินขาย ETF เป็นปีละ 8.6 แสนล้านเยน (5.4 พันล้านดอลลาร์) ตั้งแต่เดือนม.ค. จากเดิมปีละ 3.3 แสนล้านเยน โดยบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ประเมินว่า การเร่งขายกองทุนดังกล่าวอาจทำให้ BOJ นำส่งรายได้ให้รัฐบาลเพิ่มขึ้นราว 8 แสนล้านเยนต่อปี
รายงานระบุว่า รัฐบาลทาคาอิจิกำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนรองรับนโยบายสำคัญหลายด้าน โดยมีเวลาถึงสิ้นปีนี้ในการชี้แจงแผนจัดหาเงินสำหรับการเพิ่มงบประมาณกลาโหม โครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และมาตรการลดภาษีการขายสินค้าประเภทอาหารเป็นเวลา 2 ปี
ทาคาอิจิเสนอให้จัดสรรเงินจากการขาย ETF เข้าบัญชีพิเศษที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปีนี้ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยบัญชีดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลวางแผนและบริหารการใช้จ่ายต่อเนื่องได้หลายปี ต่างจากระบบงบประมาณประจำปีทั่วไป
สำหรับแผนลงทุนในระยะแรก รัฐบาลมีแผนออกพันธบัตรเพื่อจัดหาเงินทุนล่วงหน้า โดยต้องระบุแหล่งเงินที่จะนำมาชำระคืนให้ชัดเจน ซึ่งเงินที่ BOJ ได้รับเพิ่มขึ้นจากการขาย ETF อาจเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนที่รัฐบาลนำมารองรับภาระดังกล่าว
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช