"วีระยุทธ" ฉะนโยบายรัฐบาลไม่สะท้อนวิกฤต แก้ปัญหาล่าช้า ห่วงซ้ำรอยโควิด แนะทำนโยบายเชิงรุก-เชิงรับ

ข่าวการเมือง Thursday April 9, 2026 15:43 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยกล่าวถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤตประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลเดินนำหน้าประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล กลับเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี 2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

นอกจากนี้ ประชาชนคาดหวังการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบ โดยนายวีระยุทธ เสนอว่ารัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลง ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่า การเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

*เสนอภารกิจเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย

การทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับแต่ต้องมีเชิงรุกด้วย โดยรัฐบาลต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นชัดเจน หนักแน่น และมุ่งมั่นเป็นภารกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนทั้งประเทศจะไปด้วยกัน ซึ่งภารกิจสำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกัน 3 แนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ

ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว

*ซัดรัฐบาล "ปิดตาธิปไตย" บ้านใหญ่-เทคโนแครต ต่างฝ่ายต่างหลับตา

นายวีระยุทธ วิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ กับกลุ่มเทคโนแครต พร้อมเรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า "ปิดตาธิปไตย" โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอมปิดตาข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสีย แบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่มีหลักการแบบเทคโนแครตด้วย ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ

นายวีระยุทธ ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่า ไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม นายวีระยุทธ ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ