นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง โดยการยึดอายัดทรัพย์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเครือข่ายเบนสมิธ และยิม เลียก กว่า 2 หมื่นล้าน น่าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างแท้จริงว่า เครือข่ายการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาในกัมพูชาเป็นเครือข่ายสำคัญต่อการทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทย
"เรายังปล่อยให้มีเชื้อร้ายที่พร้อมเปิดประตูเมืองให้กับศัตรูของชาติ เพื่อให้ทุนสีเทาเข้ามายึดประเทศไทยได้และคนที่พร้อมเปิดประตูเมืองให้ทุนเทาเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ บรรดาผู้มีอำนาจที่สุขสบายเป็นผู้ที่ทำให้บรรดาทุนเทาดำ เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย"นายรังสิมันต์ กล่าวนายรังสิมันต์ กล่าวว่า คดีของเบน สมิธ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการออกหมายแดงตามล่าตัวมาดำเนินคดี แล้วจะให้เชื่อถือได้อย่างไรว่า รัฐบาลของนายอนุทินจะเอาจริงในเรื่องการปราบสแกมเมอร์ ซึ่งไม่ต่างจากการไล่อาชญากรไปทำอาชญากรรมที่อื่น โดยที่ประเทศไทยไม่สนใจจะเอาคนเหล่านี้มาขึ้นศาลไทยทั้งที่คนเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทย
โดยได้เปิดเผยอีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ "เสี่ยตือ" ที่นอกจากจะเปิดคาสิโนตามแนวชายแดนเป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์แล้ว ยังมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมันอีกด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า วันนี้โลกของสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมันตลอดจนการทำน้ำมันเถื่อนมาบรรจบกันได้ ที่สำคัญเดือนพฤศจิกายนปี 2568 ที่ผ่านมานี้ปรากฏว่าคนในครอบครัวเสี่ยตือได้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยหนึ่งล้านบาท
นอกจากนี้ กรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยว่า มีการจ่ายสินบน 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ไปปราบสแกมเมอร์ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถจับกุมใครเลย เพราะคนที่ติดสินบนไม่ใช่ใครที่ไหนคือลูกเสี่ยตือ ซึ่งมีประวัติถูกจับและยึดอายัดทรัพย์ในคดีเว็บพนันมาก่อน
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไปๆมาๆเครือข่ายสแกมเมอร์ และเครือข่ายน้ำมันเถื่อน กลับเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำหน้าที่คล้ายๆกันคือหาเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายสร้างเครือข่ายราชการมีพวกพ้องการเมืองเงินที่ได้จากธุรกิจผิดกฎหมายนำมาใช้ในการเลือกตั้งเมื่อรัฐบาลที่ตนเองหนุนก็เอาอำนาจรัฐนั้นไปปกป้องธุรกิจของตนเองแล้วถอนทุนกลับคืนมาเป็นวัฏจักรอุบาทว์กัดกินทำลายสังคมไทย
นายรังสิมันต์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่รู้ว่าเวลาของตนจะเหลือในสภาฯ เท่าไร แต่ขอให้รู้ว่าตนและพรรคประชาชนจะไม่มีวันยอมแพ้คนที่ต้องการทำลายชาติทำลายหลักนิติธรรม จะไม่มีวันชนะ
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงปัญหาทุนเทา การทุจริตและสแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองต้องมีจุดยืน แต่หลังการเลือกตั้งความเข้มข้นในเรื่องนี้กับหายไป ซึ่งนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา ระบุเพียงว่าการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นถือเป็นความสำเร็จใน "รัฐบาลอนุทิน 1" เหมือนภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว และเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงข่าวการยึดอายัดทรัพย์ ทั้งระบุจะปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ซึ่งความหมายคือ ไม่สนใจว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นใครจะยึดถือตามพฤติกรรมเท่านั้นในการเดินหน้าเอาผิด ซึ่งตนอยากเห็นทำแบบนั้นจริงๆ แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกเคยอภิปรายว่าเหมือนรัฐบาลจะเก่งมากในการไล่ล่าผู้กระทำผิดที่เป็นต่างชาติ และเหมือนพึงพอใจเมื่อคนเหล่านั้นย้ายออกจากประเทศไทย ถือว่าเรื่องนั้นจบไป
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลในรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นนอมินีกลุ่มสแกนมเมอร์กลุ่มฟอกเงินในการเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดทรัพย์ไทย เครือข่ายสแกมเมอร์ขยายวงไปในวงกว้างกับบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม บุคคลที่เคยนั่งในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งในทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องกล้าที่จะตรวจสอบบุคคลที่มีความใกล้ชิด หากไม่สะสางให้ชัดเจนก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้