(เพิ่มเติม) ส.อ.ท. เผยส่งออกอาหารของไทย Q1/62 โต 0.47% มาที่ 2.75 แสนลบ.

ข่าวเศรษฐกิจ 23 เมษายน พ.ศ. 2562 13:35 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) ส.อ.ท. เผยส่งออกอาหารของไทย Q1/62 โต 0.47% มาที่ 2.75 แสนลบ.

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งออกอาหารของไทยในไตรมาส 1/62 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 275,119 ล้านบาท ขยายตัว 0.47% หรือมีมูลค่า 8,708.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น สินค้ากลุ่มเกษตรอาหาร คิดเป็นสัดส่วน 50.1% เมื่อเทียบกับการส่งออกอาหารทั้งหมด มีมูลค่าการส่งออก 137,818 ล้านบาท ขยายตัว 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61 และสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 49.9% เมื่อเทียบกับการส่งออกอาหารทั้งหมด มีมูลค่าการส่งออก 137,301 ล้านบาท หดตัว 0.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61

ด้านสินค้าเกษตรอาหารที่มีการส่งออกมากที่สุด พบว่า ข้าวยังคงเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 1 โดยมีสัดส่วนการส่งออก 29% ของสินค้าเกษตรอาหารทั้งหมด มูลค่าการส่งออก 39,607 ล้านบาท, อันดับที่ 2 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มีสัดส่วนการส่งออก 19% มูลค่าการส่งออก 26,056 ล้านบาท, อันดับที่ 3 ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีสัดส่วนการส่งออก 16% มูลค่าการส่งออก 22,730 ล้านบาท, อันดับที่ 4 และ 5 คือ ไก่แปรรูป และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ตามลำดับ โดยมีสัดส่วนการส่งออก 15% และ 4% มีมูลค่าการส่งออก 20,335 และ 5,642 ตามลำดับ สินค้าที่มีแนวโน้มการส่งออกได้ดี ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง, ไก่แปรรูป และ เครื่องเทศและสมุนไพร

ด้านสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีการส่งออกมากที่สุด พบว่า สินค้าที่มีการส่งออกมาเป็นอันดับ 1 ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โดยมีสัดส่วนการส่งออก 21% ของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด มูลค่าการส่งออก 29,388 ล้านบาท, อันดับที่ 2 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป มีสัดส่วนการส่งออก 13% มูลค่าการส่งออก 17,607 ล้านบาท, อันดับที่ 3 ได้แก่ น้ำตาลทราย มีสัดส่วนการส่งออก 12% มูลค่าการส่งออก 16,540 ล้านบาท, อันดับที่ 4 และ 5 คือ เครื่องดื่ม และ อาหารสัตว์เลี้ยง ตามลำดับ โดยมีสัดส่วนการส่งออก 11% และ 10% มีมูลค่าการส่งออก 15,650 และ 13,358 ตามลำดับ สินค้าที่มีแนวโน้มการส่งออกได้ดี ได้แก่ โกโก้และของปรุงแต่ง, ผักกระป๋องและผักแปรรูป, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป, อาหารสัตว์เลี้ยง, นมและผลิตภัณฑ์นม และสิ่งปรุงรสอาหาร

ตลาดส่งออกอาหารแปรรูปของประเทศไทยไตรมาสที่ 1/62 พบว่า ตลาดส่งออกที่สำคัญอันดับที่ 1 ของอุตสาหกรรมอาหาร คือ กลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศ โดยมีสัดส่วนการส่งออกถึง 35% ของการส่งออกอาหารแปรรูปทั้งหมด มีมูลค่าการส่งออก 47,552 ล้านบาท อันดับที่ 2 คือสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนการส่งออก 14% มีมูลค่าการส่งออก 18,798 ล้านบาท และอันดับ 3 คือ ญี่ปุ่น มีสัดส่วนการส่งออก 11% มีมูลค่าการส่งออก 14,989 ล้านบาท สำหรับอันดับถัดมา ได้แก่ สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินเดีย และแคนาดา ตามลำดับ

ขณะที่ สถานการณ์ตลาดอาหารในประเทศไทยปี 2561 ปริมาณการจำหน่ายอาหารในประเทศมีปริมาณ 21.5 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.37% จากปี 2560 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มจะขยายตัวถึง 3-5% ในปี 2562 อันเนื่องมาจากการจำหน่ายในกลุ่มน้ำตาล น้ำมันพืช ปศุสัตว์ นม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มอาหารสุขภาพ และกลุ่มอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังซื้อในประเทศแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้นอีกด้วย

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจรวมทั้งการเติบโตและโอกาสของภาคอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1) โอกาสของไทยในการเป็นประธาน ASEAN ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่น ผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า และลดการกีดกันทางการค้า

2) การเมืองไทยเกิดความชัดเจนหลังการเลือกตั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการลงทุน เกิดการเจรจาความตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ

3) EU ปลดล็อกใบเหลืองการประมงไทย ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับสินค้าประมงไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าประมงไทยแก่ประเทศคู่ค้ามากขึ้น

4) โอกาสส่งออกสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทั้งในรูปแบบ B2C และ B2B

5) ความผันผวนของราคาน้ำมันปรับลดลงต่ำสุด จากปัญหา oversupply น้ำมันดิบในตลาดโลก มีผลเชิงบวกต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบและเป็นอุปสรรคทางการค้าของภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) ความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศ และความยืดเยื้อของสงครามการค้า ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศคู่ค้าลดลง

2) เงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และต้นทุนการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ

3) สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP สินค้าไทย 11 รายการ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่สินค้าไทยในกลุ่มดังกล่าวมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ในสหรัฐ โดย 6 ใน 11 รายการเป็นสินค้าอาหาร ได้แก่ ทุเรียนสด, มะละกอตากแห้ง, มะขามตากแห้ง, ข้าวโพดปรุงแต่ง, ผลไม้/ถั่วแช่อิ่ม และมะละกอแปรรูป

4) ไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในยุโรป เนื่องจากความตกลง EU-Vietnam FTA จะมีผลบังคับใช้ปี 2562

5) กฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศ ที่ยังเป็นภาระต้นทุนและเป็นอุปสรรคทางการค้า

นายวิศิษฐ์ ได้แสดงความเห็นกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดเก็บภาษีเกลือใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ และผงชูรส (MSG) ว่า การจัดเก็บภาษีเกลือกับผลิตภัณฑ์อาหารนั้น นอกจากจะมิใช่มาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการจัดการกับปัญหาสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อได้อย่างตรงประเด็นแล้ว ยังเป็นการทำลายความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการจากภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดลดลงทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบไปถึงผู้ประกอบการภัตตาคาร ร้านค้า แผงลอย รวมถึงอุตสาหกรรมทุกระดับ ซึ่งเมื่อมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องปรับราคาอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย ท้ายที่สุด ผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคในฐานะผู้แบกรับราคาอาหารและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ