ตลาดหุ้นยุโรปปิดขยับขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ (11 พ.ค.) ขณะถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มสินค้าหรู ส่วนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและทำให้นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 612.79 จุด เพิ่มขึ้น 0.65 จุด หรือ +0.11%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,056.38 จุด ลดลง 56.19 จุด หรือ -0.69%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,350.28 จุด เพิ่มขึ้น 11.65 จุด หรือ +0.05% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,269.43 จุด เพิ่มขึ้น 36.36 จุด หรือ +0.36%
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูปรับตัวลงมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยร่วงลง 3.4% และยังเป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดของ STOXX 600 ในปีนี้ โดยหุ้น LVMH ร่วงกว่า 4.4% ส่วนหุ้น Hermes และหุ้น Burberry ต่างร่วงลงมากกว่า 3.3%
นักวิเคราะห์ของ Berenberg ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางบดบังความจริงที่ว่า อุปสงค์พื้นฐานทั่วโลกยังคงอ่อนแอ ซึ่งทำให้แนวโน้มของภาคสินค้าหรูยังเปราะบาง
ความไม่แน่นอนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอจากอิหร่านเกี่ยวกับแผนสันติภาพของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 10 สัปดาห์อาจดำเนินต่อไป และยังคงส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง และตลาดดูเหมือนกำลังมองข้ามประเด็นนี้ไปเล็กน้อย โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งเริ่มเห็นส่วนต่างราคาการกลั่นปรับตัวกว้างขึ้น
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในปีนี้ โดยปรับตัวลงมากกว่า 7%
สงครามดังกล่าวส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกที่รองรับการขนส่งพลังงานประมาณหนึ่งในห้าของโลก ต้องหยุดชะงัก โดยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ยุโรปซึ่งพึ่งพาพลังงานจากภายนอกยังคงเปราะบาง โดยตลาดยังซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามราว 4% และยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดโลกอื่น ๆ ที่ได้แรงหนุนจากกระแสความเชื่อมั่นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
มาร์ติน โคเชอร์ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า ECB อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ หากแนวโน้มเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดการเงินคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมิ.ย.
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ช่วยพยุงตลาดไว้ โดยปรับตัวขึ้น 2.6% ตามราคาทองคำและโลหะมีค่าที่เพิ่มขึ้น
ด้านหุ้นรายตัว Delivery Hero พุ่งขึ้นมากกว่า 18% หลัง Prosus นักลงทุนด้านเทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์ ขายหุ้นสัดส่วน 5% ในบริษัทจัดส่งอาหารสัญชาติเยอรมนีให้กับ Aspex Management นักลงทุนเชิงกิจกรรม คิดเป็นมูลค่าราว 335 ล้านยูโร หรือประมาณ 393 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่หุ้น Airtel Africa ทะยานขึ้น 14.5% หลัง Bharti Airtel บริษัทแม่ ส่งสัญญาณเตรียมทบทวนโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทย่อย