ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยข้อมูลวันนี้ (15 พ.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (CGPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างบริษัท ปรับตัวขึ้น 4.9% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2566 โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่ากลางที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.0% และเร่งตัวขึ้นอย่างมากจากระดับ 2.9% ในเดือนมี.ค.
อัตราเงินเฟ้อค้าส่งในเดือนเม.ย. ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ มีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่านที่ผลักดันต้นทุนราคาน้ำมันและสินค้าเคมีภัณฑ์ โดยข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยออกมาในช่วงที่กรรมการ BOJ รายหนึ่งเรียกร้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางได้กระตุ้นแรงกดดันด้านราคา ซึ่งสถานการณ์นี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสคาดการณ์ที่ว่า BOJ อาจตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนมิ.ย.
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CGPI ปรับตัวขึ้น 2.3% ในเดือนเม.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนมี.ค.
นักวิเคราะห์มองว่า อัตราเงินเฟ้อค้าส่งมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการปรับขึ้นราคายังคงจำกัดอยู่เพียงกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน BOJ อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ใด ๆ แต่หากการขึ้นราคาขยายวงกว้างไปยังสินค้ากลุ่มอื่น BOJ ก็อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ราคาสินค้าปิโตรเลียมและถ่านหินปรับตัวขึ้น 5.3% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สะท้อนถึงต้นทุนน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์พุ่งขึ้น 9.2% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2565 โดยเฉพาะราคาแนฟทาที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 79.4%
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก BOJ ระบุว่า ดัชนีราคานำเข้าในรูปเงินเยนพุ่งขึ้น 17.5% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2565 นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนกำลังซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน และกดดันอัตรากำไรของภาคธุรกิจจากต้นทุนที่สูงขึ้น