สำนักข่าว CNN รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ว่า เขามีความตั้งใจที่จะระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันเบนซินโดยรัฐบาลกลาง ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวของทรัมป์ยังต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ โดย CNN ระบุว่าที่ผ่านมานั้น สภาคองเกรสไม่เคยเห็นด้วยกับการระงับการเก็บภาษีเชื้อเพลิงของรัฐบาลกลาง แม้มีการเรียกร้องในลักษณะเดียวกันนี้ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในอดีตก็ตาม โดยในปี 2565 สภาคองเกรสซึ่งครองเสียงข้างมากโดยพรรคเดโมแครตนั้น ได้ปฏิเสธคำขอของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการให้ระงับการจัดเก็บภาษีดังกล่าว
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินทั่วประเทศในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับเฉลี่ยที่ 4.52 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.98 ดอลลาร์ก่อนที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันยังคงไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแม้จะมีการประกาศหยุดยิงแล้วก็ตาม
ปัจจุบันอัตราภาษีน้ำมันเบนซินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่ 18.4 เซนต์ต่อแกลลอน และอัตราภาษีน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 24.4 เซนต์ต่อแกลลอน แต่การระงับภาษีดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ขับขี่ยานยนต์ได้มากนัก โดยข้อมูลจาก CNN ระบุว่า ผู้ค้าปลีกและผู้ค้ากลุ่มอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานมักจะไม่ส่งผ่านส่วนลดทั้งหมดไปถึงผู้บริโภค
รายงานยังระบุด้วยว่า การระงับภาษีน้ำมันอาจส่งผลกระทบต่อกองทุนทางหลวง (Highway Trust Fund) ซึ่งต้องพึ่งพารายได้จากภาษีเชื้อเพลิงเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง โดยหากมีการระงับภาษีเป็นเวลา 5 เดือนก็จะทำให้รายได้ของกองทุนแห่งนี้ลดลงประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 46% ของรายได้จากภาษีน้ำมันที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่กองทุนในปีงบประมาณนี้