สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 1% ในวันพุธ (28 ม.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่โจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 82 เซนต์ หรือ 1.31% ปิดที่ 63.21 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 83 เซนต์ หรือ 1.23% ปิดที่ 68.40 ดอลลาร์/บาร์เรล
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงนิวเคลียร์ มิฉะนั้นการโจมตีครั้งต่อไปของสหรัฐฯ จะรุนแรงกว่าเดิมมาก ขณะที่อิหร่านเตือนว่าหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น อิหร่านจะตอบโต้กลับอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปธน.ทรัมป์ระบุว่า กองเรือรบขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน โดยเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งกองเรือเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าที่ถูกส่งไปยังเวเนซุเอลา นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกับเตือนว่า กองกำลังของสหรัฐฯ มีความพร้อม และมีความสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น
ขณะที่ คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่เหมาะสมต่อการดำเนินการทางทหารใด ๆ ที่มุ่งโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ ทางการอิหร่านระบุว่า อิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งทางบก ทะเล และอากาศ ท่ามกลางความตึงเครียดจากการที่สหรัฐฯ ขู่โจมตีอิหร่าน
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญต่อตลาดโลก โดยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลาง คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันดิบที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก และ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั้งหมดของโลก นอกจากนี้ น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังตลาดเอเชีย โดยตลาดหลักคือประเทศจีน
ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 2.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 ม.ค. ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 200,000 บาร์เรล
ส่วนสถานการณ์ในสหรัฐฯ นั้น พายุฤดูหนาวได้พัดถล่มพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ได้เริ่มกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้งในวันพุธ ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในประเทศจะลดลงราว 600,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 4% ของการผลิตทั้งหมด