ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (29 ม.ค.) ในตลาดเอเชีย โดยได้แรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้นักลงทุนเพิ่มการประเมินความเสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์อย่างน้ำมันมากขึ้น
นอกจากนี้ แรงหนุนเพิ่มเติมมาจากปัญหาอุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ หลังหลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศหนาวจัด ส่งผลให้การผลิตหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพุธตามที่ตลาดคาดไว้
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. ปรับขึ้น 0.8% อยู่ที่ 68.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ เวลา 08.38 น. ตามเวลาไทย ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับขึ้น 0.9% สู่ระดับ 63.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
รายงานเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาดำเนินมาตรการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีผู้นำประเทศและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ หลังจากทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ และยุติโครงการนิวเคลียร์ แต่ถูกอิหร่านปฏิเสธพร้อมขู่ตอบโต้
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังเรือรบของสหรัฐฯ เดินทางถึงตะวันออกกลาง และทรัมป์ยังระบุว่า กองเรือรบอีกชุดหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาค ส่งผลให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น และตลาดวิตกว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมันของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน พายุฤดูหนาวในสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดหิมะตกหนักและอุณหภูมิติดลบในหลายพื้นที่ ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบ โดยรายงานระบุว่า กำลังการผลิตอย่างน้อย 2 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องหยุดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และการส่งออกจากชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
การหยุดชะงักของการผลิตที่ยืดเยื้อทำให้อุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดที่ชี้ว่า สต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าคาด โดยข้อมูลรัฐบาลระบุว่า สต๊อกน้ำมันลดลง 2.295 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 23 ม.ค. ขณะที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเพียง 0.2 ล้านบาร์เรล