โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) อย่างเผ็ดร้อนเมื่อวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) หนึ่งวันหลังจากที่ผู้อำนวยการของ CDC เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งแบบสายฟ้าแลบ โดยชี้ว่า CDC ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เคยมีชื่อเสียงก้องโลก จำเป็นต้องได้รับการยกเครื่องเพื่อปฏิรูปองค์กร
เคนเนดีให้สัมภาษณ์ในรายการฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) หลังจากทีมทนายความของซูซาน โมนาเรซ ผู้อำนวยการ CDC ที่เพิ่งถูกปลด ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่า นโยบายต่อต้านวัคซีนของเคนเนดีกำลังทำอันตรายต่อชีวิตคนนับล้าน ซึ่งเคนเนดีได้ใช้โอกาสนี้โจมตีกลับไปยังความสามารถและแนวทางการทำงานของ CDC ทันที
"เราได้เห็นข้อมูลผิด ๆ ที่เผยแพร่ออกมาในช่วงการระบาดของโควิด พวกเขาพลาดทั้งเรื่องการตรวจเชื้อ การเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากาก ไปจนถึงการสั่งปิดโรงเรียน ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อชาวอเมริกันมาจนถึงทุกวันนี้" เคนเนดีกล่าวนอกจากนี้ เคนเนดียังได้หยิบยกรายงานเก่าฉบับปี 2542 ของ CDC ขึ้นมาโจมตี โดยชี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่จัดให้มีการฉีดวัคซีน การผสมฟลูออไรด์ในน้ำประปา และการวางแผนครอบครัว เป็น 3 ใน 10 ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 20
ท่าทีแข็งกร้าวของเคนเนดีมีขึ้นหลังการปลดโมนาเรซ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในสายงานนี้มาตลอดชีวิต และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ CDC ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า "ท่านประธานาธิบดีเป็นผู้สั่งปลดเธอ ซึ่งท่านมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์"
อย่างไรก็ตาม ทีมทนายของโมนาเรซโต้แย้งว่า การปลดครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้มีอำนาจสั่งปลดมีเพียงประธานาธิบดีเท่านั้น แต่คำสั่งกลับมาจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในทำเนียบขาว
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (Washington Post) รายงานว่า จิม โอนีล อดีตนักลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันเป็นรองรัฐมนตรีและมือขวาของเคนเนดี จะเข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการ CDC
ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการสาธารณสุข เนื่องจาก CDC ถือเป็นเสาหลักของประเทศมากว่า 80 ปี ตั้งแต่การนำทัพกำจัดไข้ทรพิษทั่วโลก ไปจนถึงการค้นพบผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์กลุ่มแรก และเป็นหัวหอกรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่
แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงนับตั้งแต่เคนเนดีเข้ารับตำแหน่ง โดยเคนเนดีได้สั่งยุบคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนอิสระ จำกัดการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 อย่างเข้มงวด ตัดงบประมาณสนับสนุนวัคซีนชนิด mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตคนนับล้านทั่วโลก และได้สั่งให้รัฐบาลศึกษา "ความเชื่อมโยง" ระหว่างวัคซีนกับโรคออทิสติก ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกหักล้างไปนานแล้ว
ความตึงเครียดภายในองค์กรได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง โดยเมื่อต้นเดือนนี้ เกิดเหตุชายคลั่งที่เชื่อข้อมูลต่อต้านวัคซีน ก่อเหตุกราดยิงบริเวณสำนักงานใหญ่ของ CDC ในเมืองแอตแลนตา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย
สถานการณ์บานปลายเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนตัดสินใจลาออกเพื่อประท้วง อาทิ ดร.เดบรา ฮาวรี ประธานเจ้าหน้าที่การแพทย์ และ ดร.เดเมเทร ดาสคาลากิส ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันและโรคทางเดินหายใจแห่งชาติ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรับมือกับการระบาดของโรคฝีดาษลิง โดยสหภาพพนักงานได้ออกมายืนหยัดเคียงข้างโมนาเรซ โดยระบุว่าเธอ "เลือกวิทยาศาสตร์มากกว่าการเมือง"
บรรยากาศที่สำนักงานใหญ่ของ CDC ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีเต็มไปด้วยความเศร้า เมื่อเพื่อนพนักงานได้พร้อมใจกันออกมายืนปรบมืออำลาและให้กำลังใจผู้บริหารที่ลาออก ขณะที่พวกเขาเดินออกจากอาคารเป็นครั้งสุดท้าย
ทั้งนี้ ตำแหน่งผู้อำนวยการ CDC ว่างเว้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค. โดยผู้ที่ถูกเสนอชื่อคนก่อนหน้าอย่าง เดฟ เวลดอน อดีตสส. และพันธมิตรของเคนเนดี ก็ถูกถอนชื่อออกไปในวันพิจารณาคุณสมบัติในวุฒิสภา เนื่องจากเสียงสนับสนุนทางการเมืองลดลง