ทำไมอิหร่านจึงถล่ม UAE หนักกว่ารัฐอ่าวอาหรับอื่น ๆ ในสงครามกับสหรัฐฯ-อิสราเอล?

ข่าวต่างประเทศ Friday March 13, 2026 14:14 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่สอง ดูเหมือนว่าจะยิ่งยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้าง ท่ามกลางการตอบโต้อย่างดุเดือดของอิหร่าน มีอย่างน้อย 11 ประเทศและเขตปกครองที่ติดร่างแหตกเป็นเป้าโจมตีไปด้วย แต่ดูเหมือนว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี (UAE) เป็นประเทศในตะวันออกกลางที่ประกอบด้วยรัฐเอมิเรตส์ 7 รัฐ โดยรัฐที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือดูไบและอาบูดาบี ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่า "ดูไบ" คือชื่อประเทศ ทั้งที่จริงแล้วดูไบเป็นเพียงหนึ่งในเอมิเรตส์และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขณะที่อาบูดาบีเป็นเมืองหลวงของประเทศและศูนย์กลางทางการเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีมากกว่า 500 ลูก และโดรนอีก 2,000 ลำ กระจายไปทั่วภูมิภาค ขณะที่กระทรวงกลาโหมของยูเออีเผยตัวเลขว่า มีขีปนาวุธและโดรนถึง 1,700 ลูกที่มุ่งเป้ามายังยูเออีเพียงแห่งเดียว ซึ่งถือว่ามากกว่าเป้าหมายหลักอย่างอิสราเอลเสียอีก

และแม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดได้ราว 90% แต่การโจมตีก็ยังสร้างความเสียหายต่อสนามบิน สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน และบาดเจ็บอีก 122 คน

แล้วเหตุใดอิหร่านจึงถล่มยูเออีหนักกว่าใคร?

1. ทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางธุรกิจโลก

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือบทบาทของยูเออีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ยูเออีมีประชากรราว 11 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติถึงราว 90% ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ยูเออีสร้างชื่อในฐานะ "สวรรค์แห่งการทำธุรกิจ" และเมืองตากอากาศสุดหรูที่ปลอดภาษี

หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ขู่ว่าจะโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ล่าสุดวันนี้ (13 มี.ค.) อิหร่านเดินหน้าทำจริงตามคำขู่ สื่อหลายสำนักรายว่า เกิดเหตุระเบิดสั่นสะเทือนอาคารสูงใจกลางเมืองดูไบอย่างน้อยสองครั้งซ้อน แรงระเบิดส่งผลให้กลุ่มควันดำพวยพุ่งขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าอันทันสมัยของเมือง

แม้กองทัพยูเออียืนยันว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธส่วนใหญ่ได้ แต่เศษซากจากการทำลายล้างได้ร่วงลงใส่โครงสร้างอาคารในย่านธุรกิจสำคัญใกล้ถนน Sheikh Zayed สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวานที่มีโดรนตกลงใกล้กับศูนย์กลางการเงินนานาชาติดูไบ (DIFC) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าอิหร่านกำลังพุ่งเป้าไปที่ "หัวใจทางเศรษฐกิจ" ของภูมิภาค

สถานการณ์ความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มอพยพพนักงาน รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่อย่าง Citi และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก เช่น Deloitte และ PwC ที่ประกาศปิดสำนักงานชั่วคราวหรือสั่งให้พนักงานออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะในย่านการเงินของดูไบ ขณะที่องค์กรสื่อระดับโลกบางแห่งก็อนุญาตให้พนักงานย้ายออกจากภูมิภาคและทำงานทางไกลได้

ดร. เจสซี โมริตซ์ จากศูนย์อาหรับและอิสลามศึกษา (ANU) วิเคราะห์ว่า การโจมตีดูไบคือการจงใจสร้างความปั่นป่วนให้กับศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวระดับโลก อิหร่านต้องการให้โลกรับรู้ถึงราคาที่ต้องจ่ายหากกล้าคุกคามระบอบการปกครองของตน โดยใช้เศรษฐกิจของยูเออีเป็นตัวประกัน เพื่อกดดันให้สังคมโลกบีบสหรัฐฯ และอิสราเอลให้ถอยทัพ

2. แหล่งรวมฐานทัพและยุทธโธปกรณ์ของตะวันตก

ยูเออีไม่ได้มีดีแค่ตึกสูง แต่ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพสำคัญ โดยเฉพาะฐานทัพอากาศ Al Dhafra ทางตอนใต้ของอาบูดาบี ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในภารกิจปราบปรามกลุ่ม ISIS และการสอดแนมทั่วภูมิภาค รวมไปถึงการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ท่าเรือ Jebel Ali ในดูไบ ยังเป็นจุดแวะจอดที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ขณะที่ออสเตรเลียเองก็มีฐานทัพ Al Minhad ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงในภูมิภาค นายทหารระดับสูงระบุชัดเจนว่า "เมื่อฐานทัพเหล่านี้ถูกใช้สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน พวกมันก็กลายเป็นเป้าหมายทางทหารที่เลี่ยงไม่ได้"

3. ชัยภูมิที่ตั้งอยู่ในเส้นทางกระสุน

ด้วยระยะห่างเพียง 100 กิโลเมตรที่มีเพียงผืนน้ำกั้นระหว่างอิหร่านกับยูเออี ทำให้เอมิเรตส์กลายเป็นปราการด่านแรกที่โดรนหรือขีปนาวุธต้องบินผ่าน หากอิหร่านต้องการโจมตีประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ บาห์เรน หรือซาอุดีอาระเบีย ยูเออีก็มีโอกาสสูงที่จะถูกโจมตีหรือได้รับผลกระทบจากการสกัดกั้นในน่านฟ้าของตนเอง

4. สายสัมพันธ์กับ "อิสราเอล"

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความขัดแย้งเชิงนโยบาย ยูเออีเป็นประเทศแรก ๆ ในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ที่ลงนามใน "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอย่างเป็นทางการในปี 2563

ศาสตราจารย์ ชาห์ราม อัคบาร์ซาเดห์ จากมหาวิทยาลัยดีกิ้น ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News ของออสเตรเลีย ว่า "ในสายตาของอิหร่าน ยูเออีถูกมองว่าเป็นตัวแทนหรือสายลับของสหรัฐฯ ไปแล้ว"

การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลเอมิเรตส์ที่เลือกยืนข้างพันธมิตรตะวันตก

ทั้งนี้ แม้ยูเออีจะมีระบบป้องกันทางอากาศที่ทันสมัย เช่น THAAD และ Patriot แต่การสกัดขีปนาวุธแต่ละครั้งมีต้นทุนสูง โดยขีปนาวุธ Patriot หนึ่งลูกอาจมีราคาสูงถึงประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และแม้ทางการยูเออียืนยันว่าไม่ได้ยินยอมให้ใช้ฐานทัพในประเทศเพื่อโจมตีอิหร่านโดยตรง และพยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่สั่นคลอนไปแล้วนั้น อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายปี โดยมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เป็นผู้รับเคราะห์หนักที่สุดในความขัดแย้งครั้งนี้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ