หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ระยะเวลา 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาชาติพันธมิตรในยุโรป ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เพียงความขัดแย้งทางการทูตอีกต่อไป แต่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการปิดน่านฟ้า การไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพ หรือการปฏิเสธคำขอต่าง ๆ ของสหรัฐฯ
สำนักข่าวซินหัวตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยชาติยุโรปไม่ได้เข้าร่วมสงครามตามสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติเหมือนในอดีตอีกต่อไป
*ยุโรปพร้อมใจตีตัวออกห่าง
"สเปน" เป็นประเทศที่แสดงออกชัดเจนที่สุด โดยสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบกับอิหร่านใช้เส้นทางบิน และไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโรตา (Rota) และฐานทัพโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา (Moron de la Frontera) ขณะเดียวกัน มาร์การิตา โรเบิลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสเปน กล่าวต่อรัฐสภาว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล "ไม่อาจเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับทั่วโลก" พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอยู่นอกเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ "เราไม่อาจยอมรับได้ที่สองประเทศตัดสินใจลากทั่วโลกเข้าสู่สงครามของพวกเขา"
"อิตาลี" กำหนดขอบเขตความร่วมมือโดยอ้างอิงขั้นตอนทางกฎหมาย โดยไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศซิโกเนลลา (Sigonella) บนเกาะซิซิลี หลังจากพบว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ยื่นแผนการบินหลังจากขึ้นบินไปแล้ว โดยไม่มีการแจ้งหรือขออนุญาตล่วงหน้า ซึ่งทางการอิตาลีระบุว่าอยู่นอกเหนือขอบเขตของข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ ขณะที่รัฐบาลอิตาลีย้ำว่ากิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับอิหร่านต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างชัดเจนจึงจะดำเนินการได้
"ฝรั่งเศส" กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับการให้ความร่วมมือ โดยยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบินผ่านน่านฟ้า พร้อมกับชี้แจงว่า เครื่องบินของสหรัฐฯ บางลำอาจใช้ฐานทัพของฝรั่งเศสได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบกับอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านดำเนินการ "นอกเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ" และฝรั่งเศสไม่สามารถรับรองปฏิบัติการดังกล่าวได้
"โปรตุเกส" เผชิญแรงกดดันภายในประเทศ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการใช้ฐานทัพอากาศลาเจส (Lajes) ในหมู่เกาะอะโซร์ส เพื่อปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยพรรคฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างโปรตุเกสกับสหรัฐฯ หรือไม่ ขณะเดียวกัน มีประชาชนกว่า 8,000 คนลงชื่อในคำร้อง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามใช้ฐานทัพดังกล่าวสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
*เปิดปฏิบัติการโดยไม่ปรึกษา ผลสุดท้ายไร้การสนับสนุน
การที่ชาติยุโรปปฏิเสธให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ สื่อให้เห็นปัญหาเบื้องลึกมากกว่าแค่การไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม โดยสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยไม่ปรึกษาพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ทั้งยังไม่ผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และไม่สนใจการคัดค้านอย่างชัดเจนจากรัฐบาลหลายประเทศในยุโรป ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังต้องการใช้ฐานทัพและน่านฟ้าของประเทศยุโรปโดยที่ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องการให้ใช้ และกระทำการโดยไม่แจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด
คามิล ซวอลสกี นักวิจัยด้านการก่อการร้ายและความขัดแย้งจาก Royal United Services Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงชั้นนำของอังกฤษ กล่าวว่า "ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับหลายประเทศยุโรป คือเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย" และเสริมว่า "เมื่อยุโรปพูดว่าสงครามนี้ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย หมายความว่าสหประชาชาติไม่ได้อนุมัติ และไม่มีมติสนับสนุน นอกจากนี้ ยังหมายความว่า นี่ไม่ใช่การทำสงครามเพื่อป้องกันตนเอง เพราะไม่มีหลักฐานว่าอิหร่านกำลังจะโจมตีสหรัฐฯ หรืออิสราเอล"
"อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ยุโรปต้องการสื่อคือ สงครามครั้งนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากพันธมิตรนาโต และไม่มีการปรึกษาล่วงหน้าแต่อย่างใด" ซวอลสกีเปิดเผยกับ CNNผลพวงจากการที่สหรัฐฯ ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาใครนั้น ขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากด้านการเมือง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นหลังเปิดฉากการโจมตี และตลาดพลังงานยุโรปก็สั่นคลอนจากความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่ลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณหนึ่งในห้าของโลก ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งที่ยุโรปไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องก็เริ่มกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมทั่วยุโรป
ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า "ประเด็นไม่ใช่ว่าเราจะเข้าร่วมหรือไม่ เพราะเราจะไม่เข้าร่วมแน่นอน" พร้อมกับเน้นย้ำว่า "นาโตเป็นพันธมิตรเพื่อการป้องกัน ไม่ใช่พันธมิตรเพื่อการแทรกแซง"
*พันธมิตรผู้ถูกโดดเดี่ยว
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตอบสนองต่อท่าทีของยุโรปว่า สหรัฐฯ จะต้อง "ทบทวน" ความสัมพันธ์กับนาโตอีกครั้ง หลังจากบรรดาชาติพันธมิตรปฏิเสธที่จะสนับสนุนปฏิบัติการสู้รบกับอิหร่าน ขณะที่ปธน.ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Daily Telegraph ของอังกฤษเมื่อวันพุธ (1 เม.ย.) ว่า กำลัง "พิจารณาอย่างจริงจัง" ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโต หลังจากประเทศเหล่านี้ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ
ในส่วนของผู้นำยุโรปนั้น ปธน.มาครงกล่าวระหว่างการเยือนญี่ปุ่นว่า ยุโรปมอบ "ความแน่นอนและความมั่นคง" ให้กับพันธมิตร แตกต่างจาก "บางประเทศ" ที่อาจตัดสินใจโดยไม่แจ้งให้พันธมิตรทราบล่วงหน้า และเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายให้แก่พันธมิตร ซึ่งสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตีความว่าหมายถึงสหรัฐฯ โดยถ้อยคำของเขาแสดงให้เห็นถึงความกังวลของยุโรปเกี่ยวกับการปรึกหารือ ความมั่นคงแน่นอน และกระบวนการตัดสินใจภายในกลุ่มพันธมิตร
ถ้อยแถลงจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป สะท้อนให้เห็นว่าสงครามอิหร่านทำให้ความแตกต่างและช่องว่างระหว่างสองฝ่ายปรากฏชัดเจนขึ้น โดยในขณะที่สหรัฐฯ คาดหวังให้ยุโรปสนับสนุนการตัดสินใจของตนเอง ยุโรปกลับให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือและการตัดสินใจด้วยความรอบคอบมากกว่า
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรัฐบาลยุโรปชาติใดที่ต้องการถอนตัวจากนาโต อย่างไรก็ตาม ชาติยุโรปไม่ได้เคลื่อนไหวตามสหรัฐฯ อย่างพร้อมเพรียงเหมือนเดิมอีกต่อไป และกำลังตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร