สหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศบรรลุข้อตกลงในการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติการสู้รบอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) หลังจากผ่านกระบวนการเจรจาอันยาวนานหลายเดือน
แม้ว่าข้อตกลงนี้จะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพ แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่เป็นรากเหง้าของปัญหา ส่งผลให้เส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ในภูมิภาคหลังจากนี้ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
รายละเอียดในข้อตกลงมีอะไรบ้าง?
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศก่อนว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน "เสร็จสมบูรณ์แล้ว" โดยช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งทันทีหลังการลงนามในข้อตกลงวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกกับเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ว่า ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงข้อผูกพันที่อิหร่านจะไม่พัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยจะมีการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเข้มงวด แต่ทรัมป์ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบดังกล่าว และเสริมว่า "ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ" ขนย้ายวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน
ขณะที่ในเวลาต่อมา เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การยุติสงครามในเลบานอนถือเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้และ "ไม่สามารถแยกออกได้" พร้อมระบุถึงเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น การปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และการฟื้นฟูความเสียหายที่อิหร่านได้รับจากสงคราม โดยเน้นย้ำว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐฯ มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการในทั้งสองประเด็น
ปัจจุบัน เงื่อนไขที่แน่ชัดของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยรายงานข่าวระบุว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดภายใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า
มุสตาฟา อิบราฮิม นักวิเคราะห์การเมืองชาวปาเลสไตน์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า "สหรัฐฯ แสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นต่อข้อเรียกร้องของอิหร่านในเรื่องการยกเลิกหรือทยอยผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่อิหร่านก็น่าจะยอมรับข้อจำกัดและมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในโครงการนิวเคลียร์ของตน"
"สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความพยายามในการพบกันครึ่งทาง เพื่อรักษาผลประโยชน์ขั้นต่ำของทั้งสองฝ่าย" อิบราฮิมกล่าวเสริมนานาชาติมองข้อตกลงนี้อย่างไร?
นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างออกมาแสดงความยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มที่เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
โฆษกของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า เลขาธิการ UN มีความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว และหวังว่าภาคีต่าง ๆ จะสานต่อแรงขับเคลื่อนใหม่นี้ในการเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างเด็ดขาดต่อไป
ด้านสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันแสดงความยินดีต่อ MoU ฉบับนี้ โดยระบุว่า "พร้อมที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้อง หากอิหร่านมีขั้นตอนที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์"
ขณะที่ อาห์เหม็ด อาบูล-เกอิต เลขาธิการสันนิบาตอาหรับ แสดงความหวังว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยุติการโจมตีดินแดนของกลุ่มประเทศอาหรับอย่างถาวร และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเริ่มต้นกระบวนการยุติความขัดแย้งเพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าสู่การเจรจาในระยะต่อไปด้วยท่าทีเชิงบวก
ทางด้าน โจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจนี้สามารถช่วยยุติการยกระดับความรุนแรงทางทหารในภูมิภาค รวมถึงในเลบานอน พร้อมชื่นชมข้อตกลงฉบับนี้ที่ยอมรับว่าความมั่นคงและเสถียรภาพของเลบานอนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบรรลุเสถียรภาพในระดับภูมิภาค
ก้าวต่อไปหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ฉันทามติบางประการมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดในตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักอีกหลายเรื่องยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และบททดสอบที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นักวิจัยจากศูนย์ศึกษาการระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า "การเจรจาทางเทคนิคเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก ครั้งล่าสุดที่อิหร่านและสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ครอบคลุมได้คือในปี 2558 ซึ่งต้องใช้เวลาเจรจานานถึงสองปี"
"รัฐบาลเตหะรานได้ส่งสัญญาณว่าไม่เต็มใจที่จะผ่อนปรนข้อเรียกร้องหลักของตน และอาจพยายามยื้อเวลา เพราะรู้ดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่น่าจะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน" นักวิจัย CSIS ระบุอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออนาคตของสันติภาพคือ ความขัดแย้งบริเวณแนวรบระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน
อับเดล มาจิด ซูไวเล็ม นักวิเคราะห์การเมืองชาวปาเลสไตน์ กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า "แนวรบระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมการระดับภูมิภาคที่ใหญ่กว่ามาก สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออิสราเอลและเลบานอนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการคำนวณของทั้งวอชิงตัน เตหะราน และเมืองหลวงอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย"
"การยกระดับความรุนแรงอาจสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ทำให้การประนีประนอมทำได้ยากขึ้น และความกังวลด้านความมั่นคงจะถูกยกขึ้นมามีความสำคัญเหนือกว่าการทูต" ซูวาเล็มกล่าวขณะที่ อารัม คีวาน คอลัมนิสต์และนักวิเคราะห์การเมืองอาหรับ-อิสราเอล ตั้งข้อสังเกตว่า "ข้อตกลงตามที่มีรายงานออกมานี้ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเร่งด่วนที่จำเป็นต่อการยุติการยกระดับความรุนแรง... ส่วนประเด็นที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถูกถ่วงเวลาไปเจรจาในอนาคต" โดยเขามองว่า สถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดหลังจากนี้ คือกระบวนการเจรจาที่ยาวนานและต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน