ชายหาดหลายสิบแห่งตามแนวชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย รวมถึงในนครซิดนีย์ ถูกสั่งปิดในวันนี้ (20 ม.ค.) หลังเกิดเหตุฉลามทำร้ายคน 4 ครั้งใน 2 วัน ขณะที่ฝนตกหนักทำให้น้ำทะเลขุ่น และมีโอกาสดึงดูดสัตว์เหล่านี้มากขึ้น
ชายหาดรอบพอร์ตแมคควารี ซึ่งอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ไปทางเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร (250 ไมล์) ถูกสั่งปิดหลังชายคนหนึ่งถูกฉลามกัดขณะโต้คลื่นในเช้าวันเดียวกันนี้ โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขระบุว่า ผู้บาดเจ็บกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและมีอาการทรงตัว
สตีเวน เพียร์ซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยกู้ภัยทางน้ำรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) กล่าวกับนักข่าวในวันนี้ว่า "หากคุณกำลังคิดจะไปว่ายน้ำ ขอให้คิดถึงสระว่ายน้ำในท้องถิ่นแทนไปก่อน เพราะตอนนี้ เราขอแจ้งว่าชายหาดไม่ปลอดภัย"
การปิดหาดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงกลางฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ซึ่งตามปกติแล้วชายหาดทั่วออสเตรเลียจะเนืองแน่นไปด้วยคนท้องที่และนักท่องเที่ยว
เหตุฉลามจู่โจมเกิดขึ้นหลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้มวลน้ำไหลลงสู่ท่าเรือและชายหาดใกล้เคียง จนเกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อฉลามหัวบาตร ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้น โดยฉลามชนิดนี้มักอาศัยอยู่ได้ดีในแหล่งน้ำกร่อย
ตำรวจระบุว่า ชายหาดทุกแห่งในพื้นที่นอร์เทิร์นบีชเชส ซึ่งเป็นเขตที่ครอบคลุมชายฝั่งทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ จะยังคงปิดให้บริการต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ คริส เปแปง-เนฟฟ์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมฉลาม ระบุในบทความของหนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ (Sydney Morning Herald) ว่า ปกติแล้ว ฉลามจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่น้ำที่ขุ่นมัวจะลดทัศนวิสัยในการมองเห็นและเพิ่มความเสี่ยงที่พวกมันจะพุ่งชนเข้ากับบางสิ่ง จนทำให้พวกมัน "กัดเพื่อป้องกันตัวหรือกัดด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วกัดซ้ำอีก"
จากข้อมูลของกลุ่มอนุรักษ์ระบุว่า ออสเตรเลียเผชิญเหตุฉลามทำร้ายคนประมาณ 20 ครั้งต่อปี โดยมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 3 ราย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติคนจมน้ำเสียชีวิตบริเวณชายหาดของประเทศ