เอแบคโพลล์: ประชาชนคนคอการเมืองคิดอย่างไรต่อ ข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ข่าวผลสำรวจ Tuesday October 19, 2010 08:56 —เอแบคโพลล์

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ (Cornell Institute for Public Affairs) มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประชาชนคนคอการเมืองคิดอย่างไรต่อ ข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,056 ตัวอย่าง โดยดำเนินการวิจัยข้อมูลในช่วง 17 — 18 ตุลาคม 2553 พบว่า

หลังมีข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชนที่ถูกศึกษาเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.2 ระบุความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์เหลือน้อยถึงไม่นิยมเลย ในขณะที่ร้อยละ 47.8 ยังคงนิยมมากถึงมากที่สุด แต่ที่น่าพิจารณาคือ ข่าวคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ในกลุ่มคนคอการเมืองที่เป็นพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.8 กลายเป็นกลุ่มที่มีความนิยมน้อยถึงไม่นิยมเลยต่อพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.8 ยังคงนิยมพรรคประชาธิปัตย์ระดับมากถึงมากที่สุด และในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 นิยมพรรคประชาธิปัตย์ระดับน้อยถึงไม่นิยมเลย

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.0 คิดว่า ข่าวคลิปวิดีโอมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ ร้อยละ 46.0 ระบุไม่กระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจำแนกตามจุดยืนทางการเมือง พบว่า กลุ่มที่เป็นพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.0 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ระบุว่า ข่าวคลิปวิดีโอกระทบต่อความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.3 ระบุไม่กระทบ

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.7 ระบุผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ เพราะ การทำงานจะไม่ต่อเนื่อง และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายใหม่ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ และเกรงว่าบ้านเมืองจะวุ่นวาย ในขณะที่ร้อยละ 40.3 ระบุไม่มีผล เพราะ ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลงานชัดเจน ไม่มีอะไรดีขึ้น และพรรคอื่นก็ต้องเข้ามาดำเนินการได้

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 มองว่า “จำเป็น” ที่กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติในการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นาย วรภัทร ปราณีประชาชน หนึ่งในนักศึกษาไทยประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า

จากผลสำรวจจะเห็นว่า คณะบุคคลในกระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะกระบวนการยุติธรรมเป็น “เสาหลัก” สำคัญประการหนึ่งของสังคมไทยที่คอยประคับประคองแก้ไขสถานการณ์ความแตกแยกของคนในสังคมเวลานี้ แต่ภายหลังมีข่าวคลิปวิดีโอเผยแพร่ออกมา ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างกว้างขวาง

“ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองน่าจะออกมาทำความกระจ่างให้ปรากฏเพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยและแรงเสียดทานจากสาธารณชน เพราะฝ่ายตุลาการเป็นที่พึ่งที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเห็นได้จากผลสำรวจที่ระบุว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมไม่มีการเลือกปฏิบัติ” นายวรภัทร กล่าว

ในขณะที่ ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มพลังเงียบกำลังเปลี่ยนทิศ” จากที่เคยอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เริ่มแสดงตนออกมาให้เห็นว่า เชื่อถือและนิยมพรรคประชาธิปัตย์และกระบวนการยุติธรรมน้อยถึงไม่มีเลย จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะ กลุ่มพลังเงียบ คือกลุ่ม “สวิง” ที่เป็นตัวแปรสำคัญว่า ถ้าเทคะแนนไปฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมมีผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศและต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรวดเร็วฉับไวต่อความรู้สึกของสังคม ไม่ควรดื้อดึงอีกต่อไป เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องของ “ระบบ” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” ที่จะนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์แห่งความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชนไปได้ การลาออกและการชี้แจงด้วยเหตุผลตามหลักฐานความเป็นจริงที่จับต้องได้จึงเป็นอย่างน้อยสองทางเลือกที่อาจจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชนต่อ “โครงสร้างของสังคม” และเสาหลักของประเทศต่อไป เพราะหนทางแก้ไขมีอยู่เนื่องจากกว่าร้อยละ 80 บอกว่า ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่เลือกปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่า สาธารณชนที่ถูกศึกษายังคงเปิดพื้นที่ไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีให้กลับคืนมาได้

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 62.8 เป็นเพศชาย

ร้อยละ 37.2 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 5.9 อายุไม่เกิน 20 ปี

ร้อยละ 14.1 อายุระหว่าง 20-29 ปี

ร้อยละ 13.0 อายุระหว่าง 30-39 ปี

และร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 40-49 ปี

ตัวอย่าง ร้อยละ 46.4 อายุระหว่าง 50 ปีขึ้นไป

ตัวอย่าง ร้อยละ 60.7 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี

ในขณะที่ ร้อยละ 32.5 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

และร้อยละ 6.8 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 22.1 มีอาชีพค้าขายรายย่อย/อิสระ

ร้อยละ 14.5 เป็นลูกจ้าง/พนักงานบริษัทเอกชน

ร้อยละ 7.6 เป็นผู้รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป/เกษตรกร/ประมง

ร้อยละ 27.2 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ

ร้อยละ 11.0 เป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ

ร้อยละ 11.2 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

และร้อยละ 6.4 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

โปรดพิจารณารายละเอียดดังตารางต่อไปนี้

ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวคลิปวิดีเกี่ยวข้องคดียุบพรรค
ลำดับที่          ความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวกับคดียุบพรรค         ค่าร้อยละ
1          ยังนิยมมาก ถึง มากที่สุด                                                  47.8
2          น้อย ถึงไม่นิยมเลย                                                      52.2
          รวมทั้งสิ้น                                                             100.0

ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องคดียุบพรรคจำแนกตามจุดยืนทางการเมือง
ลำดับที่          ความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวคลิปวิดีโอ       สนับสนุนรัฐบาล   ไม่สนับสนุน     พลังเงียบ
1          ยังนิยมมาก ถึงมากที่สุด                                    75.8          10.1        36.2
2          น้อย ถึงไม่นิยมเลย                                       24.2          89.9        63.8
          รวมทั้งสิ้น                                              100.0         100.0       100.0

ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หลังข่าวคลิปวิดีโอ
ลำดับที่          ความคิดเห็น                                          ค่าร้อยละ
1          คิดว่า มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม             54.0
2          ไม่กระทบ                                                  46.0
          รวมทั้งสิ้น                                                  100.0


ตารางที่ 4 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม จำแนกตามจุดยืนทางการเมือง
ลำดับที่          ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม      สนับสนุนรัฐบาล     ไม่สนับสนุน       พลังเงียบ
1          กระทบ                                                35.7          80.6          62.0
2          ไม่กระทบ                                              64.3          19.4          38.0
          รวมทั้งสิ้น                                              100.0         100.0         100.0
ตารางที่ 5 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุผลกระทบต่อการแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ
ลำดับที่          ความคิดเห็น                                                                      ค่าร้อยละ
1          คิดว่ามีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพราะ...การทำงานจะไม่ต่อเนื่อง/

เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนนโยบายใหม่ /ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่หมด/บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย 59.7

2          ไม่มีผล  เพราะ....ไมมีอะไรดีขึ้น/ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลงานที่ชัดเจนของรัฐบาล/พรรคอื่นหรือรัฐบาลใหม่
           ก็ต้องเข้ามาดำเนินงานต่ออยู่แล้ว /ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็แก้ไขไม่ได้เหมือนกัน                           40.3
          รวมทั้งสิ้น                                                                             100.0

ตารางที่ 6 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุความคิดเห็นต่อความจำเป็นที่กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีการเลือก
ปฏิบัติในการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัติย์
ลำดับที่          ความคิดเห็น             ค่าร้อยละ
1          จำเป็น                      81.5
2          ไม่จำเป็น                    18.5
          รวมทั้งสิ้น                    100.0

--เอแบคโพลล์--

-พห-

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ