ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันอังคาร (1 ก.ย.) หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,789.28 จุด ลดลง 34.98 จุด หรือ -0.32%
ส่วนดัชนี FTSE 250 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นบริษัทขนาดกลางของอังกฤษ ร่วงลงมากที่สุดในวันเดียวในรอบกว่า 6 เดือน
สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และทำให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนประเมินผลกระทบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจโลก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.31% ภายในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ที่ราว 0.24% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG
หุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยได้รับแรงกดดันเป็นพิเศษ โดยหุ้น Barclays ร่วง 2.1% หุ้น Aberdeen ร่วงลง 2.86% และหุ้น Prudential ปรับตัวลง 1.7%
หุ้นกลุ่มสินค้าสำหรับที่อยู่อาศัยและก่อสร้างบ้านร่วงลง 2.3% ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าดิ่งลง 5.4% และเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด เนื่องจากราคาทองคำและโลหะมีค่าปรับตัวลง
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยหุ้น BP เพิ่มขึ้น 5.2% และหุ้น Shell พุ่งขึ้น 2.6%
หุ้น Reckitt Benckiser ปรับตัวขึ้น 4.4% หลังคณะลูกขุนในสหรัฐฯ มีคำตัดสินเป็นคุณต่อบริษัทในคดีที่กล่าวหาว่า บริษัทไม่เตือนว่าผลิตภัณฑ์สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนดอาจทำให้เกิดโรคลำไส้ร้ายแรงถึงชีวิต
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ Nationwide ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อจำนองรายงานว่า ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. สะท้อนว่าอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยยังคงแข็งแกร่ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
S&P Global ระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตชะลอตัวลงเล็กน้อยในเดือนส.ค. แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช