ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (1 ก.ย.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.25% แตะที่ระดับ 99.677
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 160.20 เยน จากระดับ 159.80 เยนในวันจันทร์ (31 ส.ค.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8118 ฟรังก์ จากระดับ 0.8083 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3894 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3855 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.159 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1616 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3514 ดอลลาร์ จากระดับ 1.355 ดอลลาร์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539
ส่วนในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.2341% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2551 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีถือเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 68.2% ในการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.300 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. จากระดับ 55.6 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 55.2 โดยดัชนีได้ผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนส.ค.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช