ทันทีที่ชื่อของ กลุ่มฟินันซ่า และกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับ เสี่ยเบ้ง ปรากฏในดีลเข้าซื้อหุ้น บมจ.เอสพีซีจี [SPCG] จำนวน 57.46% พร้อมเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือในราคา 9.11 บาทต่อหุ้น ซึ่ง หากผู้ถือหุ้นตอบรับทั้งหมดอาจต้องใช้เงินสูงสุดประมาณ 9,618 ล้านบาท ดีลนี้ก็สร้างแรงกระเพื่อมไปไกลกว่าราคาหุ้น SPCG เพราะตลาดเริ่มมองเห็นการเคลื่อนตัวของกลุ่มทุนชุดใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานชัดเจนขึ้น
หนึ่งในประเด็นคำถามถึงเหตุผลของการเข้ามาเทกโอเวร์กิจการ SPCG จากกลุ่มทุนใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติของข้อสงสัย แต่หากมองลึกลงไปโดยไม่ต้องตั้งคำถามให้ยากต่อการหาคำตอบ ก็คือความสมดุลอำนาจในธุรกิจพลังงานไทยกำลังเปลี่ยนไปหรือไม่ ทุนใหม่ที่ใหญ่กำลังเข้ามา และบริษัทโรงไฟฟ้าที่ตลาดเคยมองว่ามีภาพเชื่อมโยงกับฐานอำนาจทางการเมืองเดิม จะยังรักษาความได้เปรียบได้มากน้อยเพียงใดภายใต้โครงสร้างอำนาจชุดใหม่
ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้ามจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนปลัดคนเดิมที่จะเกษียณวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยได้รับการยืนยันจากฝ่ายการเมืองว่าพิจารณาจากความสามารถและความเหมาะสม
ตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานมีความสำคัญมากกว่าภาพของข้าราชการประจำ เพราะเกี่ยวข้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า การจัดสรรโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างค่าไฟ ก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานด้านพลังงาน การเปลี่ยนผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงจึงทำให้ตลาดต้องจับตาว่า นโยบายใดจะเดินหน้าต่อ โครงการใดอาจถูกทบทวน และกลุ่มทุนใดจะมีโอกาสเข้าถึงการลงทุนรอบใหม่มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงในวงสนทนาทางการเมือง แต่เริ่มสะท้อนผ่านราคาหุ้น GULF ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ราคาหุ้นซึ่งอยู่ที่ 67.50 บาทเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ลดลงมาเหลือ 62 บาท ณ วันที่ 1 กันยายน หรือลดลงประมาณ 8% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน และวันที่ 2 กันยายนยังอ่อนตัวลงไปแตะ 61.25 บาทระหว่างวัน ทั้งที่บริษัทเพิ่งประกาศกำไรปกติไตรมาส 2/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จากปีก่อน
แรงขายรอบนี้จึงดูผิดสังเกตตรงที่ราคาหุ้นอ่อนตัวสวนทางกับกำไร และยังไม่มีปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเข้ามาอธิบายได้ทั้งหมด แต่หากแยกองค์ประกอบจะพบว่าแรงกดดันน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ไม่ใช่เรื่องการเมืองเพียงเรื่องเดียว
ปัจจัยแรก คือ แรงขายทำกำไร หลังราคาหุ้น GULF ปรับขึ้นจาก 42.25 บาท ณ สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 67.50 บาทในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ภายในเวลาเพียง 7 เดือน เมื่อผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งตลาดคาดหวังไว้สูงถูกประกาศออกมา จึงเกิดพฤติกรรม Sell on Fact แม้กำไรจะออกมาดี แต่ข่าวดีจำนวนมากได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปก่อนแล้ว
ปัจจัยที่สอง คือ การหมุนเงินภายในกลุ่มโรงไฟฟ้า นักลงทุนบางส่วนเริ่มหันไปสนใจหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกว่า เช่น BGRIM ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเพิ่มกำลังผลิตใหม่มากกว่า เพราะการได้โครงการใหม่จำนวนเท่ากันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อฐานกำไรในสัดส่วนที่สูงกว่า ขณะที่ GULF มีทั้งพอร์ตโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC เข้ามาเป็นฐานสำคัญ ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าใหม่แต่ละโครงการสร้างผลต่ออัตราเติบโตของกำไรรวมน้อยลงกว่าเดิม
กล่าวง่ายๆ คือ GULF อาจมีพื้นฐานแข็งแรงกว่า แต่หุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอาจให้ ความหวือหวาของกำไรส่วนเพิ่ม มากกว่าในช่วงที่ตลาดกำลังเก็งแผน PDP ฉบับใหม่ นักลงทุนระยะสั้นจึงเลือกย้ายเงินไปหาหุ้นที่ได้ประโยชน์เชิงเปอร์เซ็นต์มากกว่า
ปัจจัยที่สาม คือ ความไม่แน่นอนของแผน PDP และ Direct PPA ซึ่งตลาดคาดหวังว่าจะเป็นตัวเปิดรอบการลงทุนใหม่ให้กลุ่มโรงไฟฟ้า แต่เมื่อผู้กำหนดนโยบายและสมดุลทางการเมืองเปลี่ยนไป นักลงทุนจึงยังไม่แน่ใจว่าโครงการจะออกมาเมื่อใด หลักเกณฑ์จะเปลี่ยนหรือไม่ และผู้เล่นรายใดจะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ความล่าช้าหรือการทบทวนแผนจึงสามารถกดดันมูลค่าหุ้นได้ แม้ยังไม่กระทบกำไรปัจจุบันโดยตรง
ปัจจัยที่สี่และเป็นประเด็นที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้น คือ Political Risk Premium หลังการเปลี่ยนปลัดกระทรวงพลังงานเกิดขึ้นใกล้เคียงกับดีลเปลี่ยนขั้วผู้ถือหุ้น SPCG นักลงทุนบางส่วนจึงเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันว่า สนามพลังงานกำลังมีผู้เล่นกลุ่มใหม่เข้ามา และการแข่งขันในอนาคตอาจไม่ง่ายเหมือนที่เคยประเมิน
สำหรับ GULF ซึ่งมีภาพจำทางการเมืองค่อนข้างชัดในสายตาของตลาด ความเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ความได้เปรียบในการแข่งขัน โอกาสเข้าถึงโครงการ และความสัมพันธ์กับกลไกภาครัฐจะเปลี่ยนไปหรือไม่ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่ารายได้ สัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือโครงการที่มีอยู่จะได้รับผลกระทบก็ตาม
อีกตำแหน่งที่ถูกจับตาควบคู่กันคือผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ในฐานะศูนย์กลางระบบพลังงานไทย แม้ปัจจุบัน คงกระพัน อินทรแจ้ง ยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัว แต่เมื่อตำแหน่งระดับนโยบายในกระทรวงพลังงานเริ่มเปลี่ยน ตลาดย่อมจับตาว่า โครงสร้างกรรมการ ทิศทางนโยบาย และฝ่ายบริหารของกลุ่ม ปตท. จะมีการจัดวางใหม่ตามมาหรือไม่ และมีแนวโน้มคนของสีน้ำเงินจะเข้ามาแทนที่หรือไม่
เรื่องนี้สำคัญ เพราะความเปลี่ยนแปลงภายใน ปตท. สามารถส่งต่อไปยัง PTTEP, TOP, PTTGC, GPSC และ OR รวมถึงพันธมิตรและโรงไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติหรือโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เพียงตลาดเริ่มเชื่อว่าอำนาจกำหนดทิศทางพลังงานกำลังเคลื่อนตัว ราคาหุ้นก็อาจตอบสนองก่อนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่าง สิ่งที่ตลาดกังวล กับ ผลกระทบทางธุรกิจที่พิสูจน์ได้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าแรงขาย GULF มาจากผู้ลงทุนกลุ่มใด หรือเกิดจากความเสี่ยงทางการเมืองโดยตรง และยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าโครงการหรือสัญญาของบริษัทจะถูกเปลี่ยนแปลง
ในทางกลับกัน พื้นฐานของ GULF ยังมีรายได้จากหลายธุรกิจ ทั้งโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC การอ่อนตัวของราคาหุ้น จึงอาจเป็นผลรวมของแรงขายทำกำไร การหมุนเงินไปหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ความไม่แน่นอนของ PDP และส่วนลดด้านความเสี่ยงทางการเมืองที่ตลาดกำลังเพิ่มเข้าไป มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่ากำไรของบริษัทกำลังมีปัญหา
ดีล SPCG การเปลี่ยนปลัดกระทรวงพลังงาน การจับตาความเคลื่อนไหวภายในกลุ่ม ปตท. และแรงขาย GULF จึงกำลังถูกตลาดร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกันว่า สนามพลังงานไทยกำลังจัดวางอำนาจใหม่
ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ หุ้นโรงไฟฟ้าจะไม่ได้ถูกตัดสินด้วยกำไร ปันผล หรือกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกประเมินจากคำถามว่า ใครกำลังรุก ใครกำลังรับ และบริษัทใดจะปรับตัวเข้ากับสมดุลอำนาจชุดใหม่ได้ดีที่สุด เพราะการเมืองอาจยังไม่ปรากฏอยู่ในงบการเงินวันนี้ แต่ความกังวลของนักลงทุนสามารถปรากฏอยู่ในราคาหุ้นได้ก่อนเสมอ
ที่สำคัญและต้องขอบอกไว้เลยว่า ระบบสีน้ำเงินไม่ได้รักเจ้าสัวทุกคน
โดย ธิติ ภัทรยลรดี