บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับลงหลุดแนวรับสำคัญ 1,570 จุด เผชิญแรงเทขายลดความเสี่ยงในหุ้นขนาดใหญ่อย่างหนัก ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ทรงตัวในระดับสูง เร่งให้เงินบาทอ่อนค่าและกระตุ้น Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง ผสานกับแรงขายทำกำไรหลัง Valuation เริ่มตึงตัว รวมถึงกังวลต่อผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจซ้ำเติมปัญหา NPL
มุมมองทางเทคนิค การที่ดัชนีหลุดเส้น EMA 75 วัน ทำให้เสียทรงเชิงบวกระยะสั้น โดยต้องจับตาแนวรับสำคัญบริเวณ 1,560 จุด ซึ่งหากรับไม่อยู่ ดัชนีจะมีความเสี่ยงไหลลงต่อสู่กรอบ 1,550-1,555 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น Big Cap ชั่วคราว และเน้นตั้งรับด้วยกลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้นกลุ่ม Domestic Play อย่างกลุ่มพาณิชย์ สื่อสารและการแพทย์ที่ทนทานต่อปัจจัยภายนอกและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง
ภาคเช้านี้ SET ปิดที่ระดับ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด (-1.97%) หลุดระดับ 1,570 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายหนาแน่นกว่า 6.85 หมื่นลบ. โดยทำจุดต่ำสุดที่ 1,560.45 จุด และทำจุดสูงสุด 1,599.87 จุด ทั้งนี้ แรงขายกระจายตัวในวงกว้าง นำโดย กลุ่มธนาคารอย่าง KBANK (-4.1%) KTB (-4.6%) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA (-3.1%) HANA (-2.4%) รวมถึงกลุ่มพลังงานอย่าง PTT (-1.8%) BCP (-3.3%) TOP (-1.5%) รวมทั้งหุ้นที่มีปัจจัยลบเฉพาะตัวอย่าง THAI (-3.3%) จากวิกฤตขาดแคลนพนักงานที่มีทักษะเฉพาะในสนามบินสุวรรณภูมิเนื่องจากอุทกภัย ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินและชะลอการรับส่งสินค้า
InnovestX มองว่า เช้านี้การปรับตัวลงของ SET เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยดังนี้
- Bond Yield ที่ทรงตัวสูง ทำให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BOND YIELD) อายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯและไทยกว้างขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและเร่ง Fund Flow มีแนวโน้มไหลออก โดยพบว่าตั้งแต่ 22-29 ก.ย. 2026 (6 วันทำการ) นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องรวมเกือบ 2 หมื่นล้านบาท
- Valuation SET เริ่มตึงตัว หลัง 9M69 ดัชนีปรับขึ้นไปแล้วราว 27%YTD จากแรงซื้อหลักในกลุ่มพลังงาน (+38.5%YTD) ธนาคาร (+32.4%YTD) และอิเล็กทรอนิกส์ (+53.5%YTD) จึงทำให้เกิดแรงขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง
- ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และเพิ่มความเสี่ยงด้าน NPL ในระยะถัดไป รวมถึงปัญหาเฉพาะตัวในภาคบริการโลจิสติกส์
มุมมองทางเทคนิค: การดิ่งหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน (EMA 75) ทำลายโครงสร้างเชิงบวกระยะสั้น แนวโน้มหลักลงมาทดสอบ Low เดิมบริเวณ 1,560 จุด หากไม่สามารถยืนหยัดได้ จะเปิด Downside สู่กรอบ Sideways-down ที่ 1,550 1,555 จุด อย่างไรก็ดี หากรับอยู่ คาดว่าจะเห็น Technical Rebound สั้นๆ โดยมีแนวต้านจำกัดที่ 1,585 1,590 จุด
กลยุทธ์การลงทุน: ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและ Fund Flow ไหลออก แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้น Big Cap ที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้านี้ชั่วคราว และปรับใช้กลยุทธ์ Selective Buy ในธีม Domestic Play ที่อิงการบริโภคในประเทศเป็นหลัก มีความต้านทานต่อปัจจัยภายนอกสูง และคาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN CRC) กลุ่มการแพทย์ (BCH PR9) และกลุ่มสื่อสาร (TRUE)