ยุโรปยังตั้งการ์ดแม้เดโมแครตชนะเลือกตั้ง หวั่นทรัมป์ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวกว่าเดิม

ข่าวต่างประเทศ Thursday November 5, 2026 13:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บรรดาผู้นำยุโรปมีท่าทีระมัดระวังต่อชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา โดยแสดงความยินดีกับผลการเลือกตั้ง แต่ก็เตือนว่าไม่น่าจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ได้

มารอส เซฟโควิช กรรมาธิการด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป แสดงความเห็นอย่างระมัดระวังต่อผลการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าสหภาพยุโรปเคารพเจตจำนงประชาธิปไตยที่แสดงออกโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน และยังคงมองว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด พร้อมเสริมว่า เราจะยังคงติดต่อประสานงานกันต่อไป

เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันได้ลงคะแนนเสียง ต่อต้านความเกลียดชัง ต่อต้านการเหยียดเพศ และ ต่อต้านการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอภิสิทธิ์ของชนชั้นสูง

ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส เน้นย้ำว่า ผลการเลือกตั้งไม่ได้เปลี่ยนแปลง ความจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญยิ่ง ในการสร้างยุโรปที่แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

เมติน ฮักเวอร์ดี ผู้ประสานงานความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของเยอรมนี เปิดเผยกับสำนักข่าว DPA ว่า อเมริกาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง แต่เตือนว่าทรัมป์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศต่อไป พร้อมกับเสริมว่า เยอรมนีต้องไม่จำกัดการติดต่อประสานงานไว้เฉพาะกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ โดยเขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ (4 พ.ย.) ระหว่างการประชุมสุดยอดเครือจักรภพที่ประเทศแอนติกาและบาร์บูดา ระบุว่า การที่ทรัมป์ยอมรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมเป็นโอกาสให้ประชาคมโลกหันมาร่วมแรงร่วมใจกัน และเน้นย้ำว่าไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้เพียงลำพัง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า ผลการเลือกตั้งไม่น่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยุโรปกำลังเผชิญอยู่ โดยมองว่า หากสภาคองเกรสเข้ามาจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการขับเคลื่อนนโยบายภายในประเทศ เขาอาจหันมาแสดงท่าทีที่ ก้าวร้าวและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น ในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ การค้า และความมั่นคง ซึ่งเป็นด้านที่ประธานาธิบดียังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบายมากกว่า ส่งผลให้ยุโรปยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พันธกรณีด้านความมั่นคงภายใต้นาโต และการสนับสนุนยูเครน

โวล์ฟกัง อิชชิงเกอร์ ประธานการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) เตือนยุโรปว่า อย่าเข้าใจผิดว่าผลการเลือกตั้งเป็นสัญญาณของการผ่อนคลาย เราต้องเตรียมตัวรับมือกับความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่ไม่ราบรื่นนัก แต่จะขัดแย้งมากขึ้น และข้อเรียกร้องของทรัมป์ต่อยุโรปก็อาจมากขึ้นไปอีก

ปีเตอร์ ฟิลซ์ไมเออร์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกราซ ประเทศออสเตรีย เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ ORF ว่า แม้ว่าสภาคองเกรสมีท่าทีต่อต้านทรัมป์ แต่ก็ไม่น่าจะส่งผลให้แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจบริหารอยู่มาก โดย นโยบายพื้นฐานของทำเนียบขาวด้านการต่างประเทศและความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงในระยะใกล้นี้ ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ ชะงักงันและเป็นอัมพาต แต่แรงกดดันต่อยุโรปยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

โจเซฟ บรามล์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปของคณะกรรมาธิการไตรภาคี (Trilateral Commission) เขียนบทความแสดงความคิดเห็นเผยแพร่ทางสำนักข่าว Euronews ระบุว่า สำหรับยุโรป ช่วงเวลาสองปีที่ยากลำบากที่สุดในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ อาจเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเวลานี้

สำหรับมุมมองด้านความมั่นคงนั้น นักการทูตนาโต 5 คนเปิดเผยกับสำนักข่าว Politico ว่า ทรัมป์ซึ่งมีสถานะทางการเมืองภายในประเทศอ่อนแอลง อาจตัดสินใจถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากยุโรปเพิ่มเติมอีกหลายพันนาย โดยการทบทวนการวางกำลังพลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดกำลังพลที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังอาจปรับลดเงินสมทบในงบประมาณส่วนกลางของนาโต และจำกัดโครงการจัดหาอาวุธให้แก่ยูเครนภายใต้การสนับสนุนของนาโต หรือโครงการ PURL

โยร์น เฟล็ก ผู้อำนวยการอาวุโสของศูนย์ยุโรปแห่งสภาแอตแลนติก (Europe Center at the Atlantic Council) เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ N1 ของเซอร์เบียว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญกับ สัญญาณเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน จากสภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตและทำเนียบขาวภายใต้การนำของทรัมป์ โดยสมาชิกสภาคองเกรสอาจผลักดันการออกกฎหมาย ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อนาโตและยูเครน ขณะที่ทรัมป์อาจยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายตามแนวทางเดิม ด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

แนวโน้มด้านการค้ายังคงมีความไม่แน่นอนเช่นเดียวกัน โดยบรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แทบไม่มีแนวโน้มที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดย อาคิม วัมบัค ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ZEW ให้ความเห็นว่า การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ไม่น่าจะนำไปสู่การกลับมาดำเนินนโยบายการค้าเสรีอย่างแท้จริง เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์อาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารมากกว่าความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งหมายความว่า แม้พรรคเดโมแครตจะสามารถเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้ แต่ก็ไม่สามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้เพียงฝ่ายเดียว

เคลเมนส์ ฟูเอสต์ ประธานสถาบัน Ifo ในมิวนิก เตือนเช่นกันว่า ประธานาธิบดีที่ถูกจำกัดขอบเขตในการดำเนินนโยบายภายในประเทศ อาจหันมาใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ มากยิ่งกว่าเดิม

แจ็ก ทอมป์สัน อาจารย์ด้านอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม กล่าวว่า ดูเหมือนยุโรปจะตระหนักแล้วว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และยุโรปเองก็มีศักยภาพจำกัดในการต้านทานความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ