Power of The Act: รัฐใช้อำนาจเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานโดยได้ไม่ต้องกู้เงินแบบฉุกเฉิน

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday May 13, 2026 17:26 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

Power of The Act: รัฐใช้อำนาจเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานโดยได้ไม่ต้องกู้เงินแบบฉุกเฉิน
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

กฎหมายฉบับนี้มีส่วนที่ว่าด้วยพลังงานโดยเฉพาะในมาตรา 3 ซึ่งให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อ "รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก" และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้เงินกู้ต้องถูกใช้

"เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว"

เมื่ออ่านเนื้อหาของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ แล้ว ผู้เขียน "เข้าใจ" ว่ารัฐบาลกำลังมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและการสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานนั้นเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ การมีเงินเป็นเรื่องใหญ่และรัฐบาลต้องใช้เงินแบบรีบด่วนมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา 172 วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

*การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน

เจตนาดีของรัฐบาลที่เปลี่ยนผ่านทางพลังงานนั้นควรเริ่มจากการอธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานคืออะไรเสียก่อน การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเป็นการ "เปลี่ยนผ่าน" จากระบบการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ซึ่งพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่เปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถมีบทบาทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง (prosumer) การผลิตพลังงานแบบกระจายตัวเหล่านี้มีการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับการซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างเอกชนทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเริ่มมีทางเลือกที่จะได้ถูกบังคับให้ซื้อไฟฟ้าจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าเพียงรายเดียว

การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานยังมีมิติด้านความยั่งยืน รัฐบาลไทยได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นั้นถูกกล่าวถึงในเป้าหมายผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามข้อ 18.2 รัฐบาลมีนโนบายที่จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภคพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

ผู้เขียนเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านต้องทำทันทีแต่มิใช่เรื่องที่ทำแบบฉุกเฉิน รัฐบาลต้องวางแผนเพื่อ "ทยอย" ให้เกิดสิ่งควรเป็นไปตามแผนงานและยุทธศาสตร์ที่ถูกออกแบบและขับเคลื่อนอย่างรอบคอบรัดกุมโดย "ทยอย" เปลี่ยนโครงสร้างจากกิจการไฟฟ้าแบบผู้รับซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ให้เอกชนเริ่มซื้อขายพลังงานสะอาดกันได้เอง โดยไม่ต้องรอให้รัฐประกาศรับซื้อและไม่ต้องผ่านการไฟฟ้าเป็นคนกลาง และในการเปลี่ยนให้ภาคเอกชนสามารถตกลงซื้อขายพลังงานกันเองได้ จึงต้องมีการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถขอใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ (Third-Party Access หรือ "TPA")

การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานต้องใช้เงิน แต่เงินไม่ต้องมาจากการที่รัฐกู้เงินแบบฉุกเฉิน ประเทศเวียดนามเลือกจัดหาเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในรูปแบบ development finance โดยร่วมมือกับ European Investment Bank เช่น โครงการลมนอกชายฝั่ง โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โครงการขยายกำลังพลังน้ำ และโครงการระบบสายส่งไฟฟ้า (EIB Group, December 2022) อีกทั้ง บทความของ Vietnam Energy Online ในชื่อ "First JETP project on power transmission approved by the international partner for funding in Vietnam" แสดงให้เห็นอีกว่าเวียดนามใช้รูปแบบการจัดหาเงินรูปแบบ project-specific financing ในการดำเนินโครงการเฉพาะที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานภายใต้กรอบ Just Energy Transition Partnership (JETP) จาก Agence Française de Développement (AfD)

ในกรณีของประเทศมาเลเซีย บทความ "TNB unveils groundbreaking Transition Finance Framework to support energy transition" (The Malaysian Serve, May 2026) ชี้ให้เห็นว่า Tenaga Nasional Berhad (TNB) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจหลักด้านไฟฟ้าใช้ "Transition Finance Framework" เป็นแนวทางการจัดหาเงินผ่านตราสารทางการเงิน เช่น green bond, sustainability bond, และ Sustainable and Responsible Investment (SRI) ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ASEAN Taxonomy และมาตรฐานสากล พร้อมกำหนดว่าเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้กับกิจกรรมที่กำหนด เช่น กิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนพลังงานสะอาด และโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบนโยบายระดับประเทศอย่าง National Energy Transition Roadmap (NETR)

*เปิดให้เอกชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะลงทุน

ผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนสามารถติดตั้งและใช้แผงโซลาร์บนหลังคาโดยการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนไม่ได้มีต้นทุนสูงเหมือนในอดีตอีกต่อไป บริษัทเอกชนอาจ "ขาย" ระบบผลิตไฟฟ้าโดยให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคารายเดือน ซึ่งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนของผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่เคยจ่ายให้การไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น การขายโซลาร์เซลล์สำหรับภาคครัวเรือนขนาด 3.25 kW สำหรับครัวเรือนที่เคยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 2,000-4,000 บาทต่อเดือน และรับรองว่าการติดตั้งระบบนี้จะประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 1,500 บาทต่อเดือน จะเห็นว่าการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ถูกกว่าการจ่ายค่าไฟฟ้าตามปกติ

ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการผลิตไฟฟ้าได้เองเหล่านี้ อาจมีการ "จ่ายหน่วยไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์" คืนให้ระบบโครงข่าย ผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งมีระบบผลิตไฟฟ้าของตัวเองอาจเชื่อมระบบผลิตไฟฟ้านี้เข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเพื่อจ่ายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้เข้าไปในระบบโครงข่าย ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองมี "โอกาส" ในการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้แล้วในระดับหนึ่ง โดยผ่านโครงการ Solar ภาคประชาชนของ กฟน. ซึ่งเปิดรับซื้อไฟฟ้าหากมีการผลิตที่เกินการใช้งานในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย (kWh) โดยมีโควตาการรับซื้อไฟฟ้ากำหนดไว้ที่ 90 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ดี โอกาสดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นรอบการรับซื้อที่ต้องรอการไฟฟ้าประกาศ ซึ่งเป็นการจำกัดปริมาณและมิได้จูงใจให้เกิดการผลิตเพื่อใช้เองเท่าที่ควร รัฐอาจมีมาตรการที่หลากหลาย เช่น การ "ออกนโยบาย" ขยายโควตาหรือพัฒนาไปสู่การรับซื้อไฟฟ้าอย่างถาวร หรือการเปิดให้เอกชนจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. และ กฟภ. โดยรัฐรับซื้อหรือตัดหน่วยไฟฟ้าที่ครัวเรือนซื้อจากระบบกับไฟฟ้าที่จ่ายคืนระบบแบบหักกลบลบหน่วย (net metering)

ระบบแบบหักกลบลบหน่วย คือการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบหักลบหน่วยไฟฟ้า ในรูปแบบของ "หน่วยไฟฟ้า" ระหว่างหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้ากับหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์เซลล์ โดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ ลบออกจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทันที และมูลค่าของหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้มีค่าเทียบเท่ากับราคาไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า (ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ, ในข่าวชื่อ "ไทยพร้อมใช้ระบบ Net Metering แล้วหรือยัง? เผยแพร่วันที่ 17 ธันวาคม 2567)

ในทางเทคนิค การหักกลบลบหน่วยไฟฟ้านั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเดิมที่เป็นจานหมุนเป็นระบบดิจิทัลก็ได้ การไฟฟ้าสามารถปลดล็อกมิเตอร์แบบจานหมุนให้สามารถหมุนได้ 2 ทิศทาง กรณีที่มิเตอร์ไฟฟ้ามีตัวล็อคไม่ให้หมุนกลับ ผู้ประกอบการสามารถถอดตัวล็อคการหมุนของมิเตอร์ไฟฟ้าได้โดยเพียงให้ช่างดำเนินการถอดมิเตอร์และแกะออกเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้จำเป็นต้องกู้เงินมาดำเนินการแบบฉุกเฉิน

*การปล่อยให้ตลาดซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนเกิดขึ้น

ปัจจุบันภาคเอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเอง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เอง เรียกว่าหลักเกณฑ์ IPS (Independent Power Supply) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้ไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในสถานประกอบการโดยไม่มีการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า

ตัวอย่างธุรกิจที่เติบโตอย่างชัดเจนในลักษณะนี้คือ โซลาร์รูฟ (Solar Rooftop) โดยมีผู้ประกอบการที่ให้บริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่อยู่อาศัย โรงงาน หรืออาคารจอดรถ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าในลักษณะนี้ไม่ได้อาศัยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในการจ่ายไฟหลัก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เสมือนการผลิตไฟฟ้า "อยู่บนศีรษะของเรา" คือผลิตบนหลังคาและจ่ายไฟลงมาใช้ภายในอาคารนั้นโดยตรง ทุกพื้นที่ที่มีแสงอาทิตย์ตกกระทบจึงสามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าได้

ปัจจุบัน กกพ. ใช้หลักเกณฑ์ IPS ที่จำกัดให้การผลิตไฟฟ้าใช้เองต้องเป็นการผลิต "ในที่ดิน" ของผู้ใช้ไฟฟ้าเองและต้อง "ไม่ผ่าน" ทางสาธารณะหรือที่ดินของผู้อื่นเลยจึงจะได้รับอนุญาตให้กระทำได้ ดังนั้นแล้ว หากเป็นกรณีที่เอกชนมีความประสงค์จะผลิตไฟฟ้าและส่งไฟฟ้าให้ตนเองใช้ไฟฟ้า แต่ถูกทางสาธารณะกั้นไว้ แม้จะเป็นเจ้าของที่ดินเดียวกัน หรือต้องผ่านที่ดินของผู้อื่นก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำได

เช่นนี้แล้วหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นการขัดขวางการผลิตไฟฟ้าใช้เองในภาคเอกชน เนื่องจากทำให้เกิดความยุ่งยาก ขาดการยืดหยุ่นในการใช้งานจริง และเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและส่งผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน

กกพ. สามารถ "คลายข้อจำกัดจากกฎระเบียบ" ได้ตามกรอบนโยบายรัฐ ซึ่งรัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาแล้วว่าจะเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า เนื่องจากมาตรา 11(1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ กกพ. มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี้ "ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ" หากรัฐต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กพช. ซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบายเพื่อเป็นกรอบนโยบายรัฐให้ กกพ. ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ IPS ได้

การบริหารจัดการต้นทุนที่เกิดจากการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า
การผลิตและขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนระหว่างเอกชนโดยตรงผ่านโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า ของการไฟฟ้าทั้งสามจะทำให้เจ้าของระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีคุณภาพ มีความมั่นคง และมีประสิทธิภาพจากความผันผวนที่มีการจ่ายไฟเข้าและจ่ายไฟออกอยู่ตลอดเวลาจากสถานีอัดประจุไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

โดยต้นทุนของการรักษาสมดุลและจัดการระบบดังกล่าวนี้มิใช่ต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับเพียงลำพัง หากแต่สามารถ "ส่งผ่าน" ไปยังผู้เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้โดยการค่าบริการระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ค่าบริการความมั่นคงระบบไฟฟ้า (System Security Charge) ค่าบริการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Connection Charge) ค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) ซึ่งเรียกเก็บเป็นต้นทุนในการบริหารระบบโครงข่ายอีกส่วนแยกต่างหากออกจากการจ่ายค่าไฟฟ้าได้ โดยค่าบริการนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ไฟฟ้าที่เลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนผ่านโครงข่ายเท่านั้น มิใช่ภาระที่ส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน

แม้ในกรณีที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหลาย ๆ รายไม่อาจผลิตไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้พร้อม ๆ กัน เนื่องจากความผันผวนไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้ไฟฟ้าในระบบโครงข่ายมีไม่พอตอบสนองความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายก็ยังสามารถหาไฟฟ้าสำรองเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวให้โดยการสั่งให้โรงไฟฟ้าสำรองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อนำไฟฟ้าเหล่านี้ส่งให้ผู้ใช้ไฟฟ้า

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐซึ่งเป็นเจ้าของระบบโครงข่ายมีความจำเป็นต้อง "ปรับตัว" มาเป็นผู้ที่มีบทบาทต่อการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว ต้นทุนและการคิดอัตราค่าบริการเสริมความมั่นคงนี้จึงอาจประกอบด้วยต้นทุนที่รัฐต้องเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าสำรองและต้นทุนที่รัฐต้องรักษาความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าพร้อมกัน

ค่าใช้จ่ายเพื่อความมั่นแน่นอนของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเหล่านี้ มิได้เป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล หรือภาระที่ถูกส่งต่อไปยังประชาชนทั้งประเทศ หากแต่เป็นต้นทุนที่ถูกจัดสรรและเรียกเก็บจากผู้ซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนผ่านการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเท่านั้น อาจเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างไฟฟ้าแบบเปิดเสรีสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ แต่ต้องมาพร้อมกับหน้าที่ที่รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้บริหารจัดการให้ระบบมีเสถียรภาพโดยไม่ต้องรับภาระต้นทุนเองและไม่สร้างภาระทางการคลังเพิ่ม แต่สามารถจัดสรรต้นทุนผ่านการเรียกเก็บค่าบริการในอัตราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเหมาะสมได้
*การจ่ายค่าชดเชยให้เอกชนหากจะแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

เมื่อรัฐปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานขึ้นจากการที่เอกชนซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันเองมากยิ่งขึ้น รัฐย่อมจะมีภาระในการจัดหาไฟฟ้าเพื่อส่งเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าน้อยลง ซึ่งอาจกระทบต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐทำกับเอกชนโดยมีค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) หรือสัญญาที่มีการกำหนดราคารับซื้อที่จูงใจเอกชนผ่านค่า Adder และ ค่า Feed-in-Tariff (FiT) เป็นส่วนหนึ่งในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้า

โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนของสัญญา Adder ได้จะลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย (เดลินิวส์, 2026) ดังนั้น หากต้องการ "ลดอัตราการรับซื้อไฟฟ้า" เพื่อลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน รัฐในฐานะคู่สัญญาอาจต้องขอเจรจาตกลงเงื่อนไขข้อสัญญาใหม่ในข้อกำหนดเรื่องอัตราการรับซื้อไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเองและผู้ที่ใช้ไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดที่ซื้อขายกันผ่านตลาดเสรีมีโอกาสที่จะได้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการที่ไม่ต้องถูกบังคับให้รับเอาต้นทุนทั้งหมดจากรัฐ เช่น ค่า AP ที่รัฐต้องจ่ายจากการซื้อไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าโดยเฉพาะการจ่ายค่า AP เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้า แม้รัฐจะมีอำนาจแต่การเจรจาแก้ไขข้อสัญญาใหม่นั้นรัฐต้องคำนึงถึง "ดุลยภาพทางการเงิน" ของคู่สัญญาอีกฝ่ายเช่นกัน (ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.130/2567) มิฉะนั้นฝ่ายเอกชนอาจฟ้องร้องหากเห็นว่าตนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นหรือเสียหายจากการแก้สัญญา รัฐมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามความสมดุลทางการเงินในจำนวนเงินที่คำนวณตามความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งวัดได้จากการคืนทุนแล้วของโรงไฟฟ้าแต่ละรายซึ่งอาจมีจำนวนแตกต่างกัน

ผู้เขียนมีความเห็นว่าการยอมจ่ายค่าชดเชยใน "ระยะยาว" ค่าไฟฟ้าย่อมมีราคาที่ถูกลงจากการตัดต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายนี้ออกไป ซึ่งการที่รัฐจะมีภาระในการจัดหาไฟฟ้าเพื่อส่งเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าน้อยลงได้นั้นรัฐต้องใช้อำนาจที่มีอยู่กำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดตลาดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนเสียก่อนเพื่อให้รัฐมีอัตราการรับซื้อจากโรงไฟฟ้าน้อยลงตามมา ทั้งหมดนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องอาศัย พ.ร.ก. กู้เงิน ฯ ฉบับนี้

โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลที่จริงจังและจริงใจกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานนั้นสามารถบริการใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เริ่ม "เริ่มดำเนินการได้" โดยไม่ต้อง "เร่งรีบ" กู้เงินแบบฉุกเฉิน การเปลี่ยนโครงสร้างกิจการไฟฟ้าจากแบบรวมศูนย์ให้กระจายศูนย์มากขึ้นทำได้โดยยังไม่ต้องกู้เงินทันที การทดลองทำโครงการไฟฟ้าแบบใหม่ ๆ ต้องใช้เงินทุนแต่เงินทุนนี้กู้แบบ development finance หรือระดมทุนจากภาคเอกชนได้

การเดินหน้าสู่ระบบ net metering ไม่ได้ใช้เงินทุนมากถึงขนาดต้องกู้เงินแบบฉุกเฉิน การคลายหลักเกณฑ์ IPS ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนที่มิได้อยู่ในที่ดินแปลงที่มีกรรมสิทธิ์เดียวกันหรือยอมให้ผ่านทางสาธารณะได้นั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบาย "ขยับ" ได้โดยไม่ต้องกู้เงิน ต้นทุนเพื่อการสร้างความมั่นคงแน่นอนของระบบโครงข่ายไฟฟ้านั้นถูกส่งผ่านไปยังผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าได้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐต้องกู้เงินมาดำเนินการ ตลอดจนแม้จะต้องมีการเจรจาแก้ไขข้อสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิขายไฟฟ้าเดิมอยู่แล้วและเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐต้องจ่ายค่าชดเชย การจ่ายนี้ก็มิได้เรื่องเร่งด่วนที่ต้องอาศัย พ.ร.ก. เงินกู้ฯ

ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)

หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ