ข่าวอินโฟเควสท์
01:46 "ทรัมป์"เปิดศึกดรามา หลังแข้งสาวสหรัฐลั่นไม่ไปทำเนียบขาว   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดศึกวิวาทะกับเมแกน ราปิโน กองหน้าทีมแข้งสาวสหรัฐ โดยผู้…
00:56 ผู้นำสูงสุดอิหร่านเมินข้อเสนอเจรจา"ทรัมป์"   อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ปฏิเสธข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเจรจ…
00:44 เจ้าหน้าที่รัสเซียวิสามัญฯสมาชิก IS ขณะมีแผนก่อเหตุโจมตี   สำนักงานความมั่นคงรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า FSB สามารถสังหารผู้ต้องสงสัยราย…
00:28 สื่อเผยบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา   สื่อรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา…
00:13 ญี่ปุ่นคุมเข้มประชุม G20 ห้ามใช้ถังขยะ,ตู้ล็อคเกอร์ หวั่นเป็นเครื่องมือก่อการร้าย   เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในนค…

(เพิ่มเติม) ม.หอการค้า คาดสงครามการค้ารอบใหม่ ฉุดส่งออกไทยปีนี้เหลือโต 2.2-4.6% จากเดิมคาด 3.2-4.6%

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 14 พฤษภาคม 2562 16:28:07 น.

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จากกรณีที่สหรัฐขึ้นภาษีจีนรอบ 3 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ซึ่งเดิมได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 62 ขยายตัว 3.3-3.5% เมื่อสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้าน USD จาก 10% เป็น 25% คาดว่า GDP โลกจะเหลือเพียง 3% หรือจะหดหายไป 0.3-0.5% ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย

สำหรับการส่งออกไทยในปี 62 ได้ประเมินว่าจะขยายตัวในระดับ 3.2-4.6% เมื่อสหรัฐปรับขึ้นภาษีจีนจาก 10% เป็น 25% ก็จะกระทบต่อการส่งออกไทยในปีนี้ทันที 1% หรือจะลดลงเหลือเพียง 2.2-4.6%

นายอัทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกกังวลกับมาตรการของจีนที่จะนำมาใช้ตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ จนอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความปั่นป่วนได้ โดยเฉพาะคาดการณ์กันว่า จีนอาจใช้นโยบายค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง 20-25% เพื่อชดเชยส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งหากเป็นจริง จะทำให้สินค้าจีนมีราคาถูกลง 20-25% และในอนาคตจะมีสินค้าจีนเข้าไปตีตลาดสินค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอาเซียน จึงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เพื่อป้องกันความปลอดภัยผู้บริโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, อาหาร, ของเล่นเด็ก, เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังกังวลอีกว่า จีนอาจย้ายฐานการผลิตมาตั้งโรงงานในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา บาว เมียนมา และเวียดนาม) มากขึ้น และจะมีมาตรการกีดกันการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น

ส่วนกรณีที่เวียดนาม-สหภาพยุโรป (EU) ร่วมลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (EU-Vietnam Free Trade Agreement: EU-VN FTA) เมื่อปลายปี 58 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 62 ซึ่งมีเนื้อหาทั้งเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุน รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีสินค้านำเข้ากว่า 99% ของสินค้านำเข้าทั้งหมด และ EU จะลดภาษีสินค้าทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ 71% ของสินค้าส่งออกจากเวียดนาม และจะทยอยลดภาษีสินค้าที่เหลือภายใน 7 ปี ขณะที่เวียดนามจะลดภาษีสินค้าทันที 65% ของสินค้าส่งออกจากสหภาพ-ยุโรป เมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ และจะทยอยลดภาษีสินค้าที่เหลือภายใน 10 ปี

ด้านสถานการณ์การค้าของ EU ในช่วง 10 ปี (52-61) มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น 37.4% โดยเพิ่มขึ้นจาก 4,652,510.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 52 เป็น 6,393,528.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 61 ซึ่ง EU นำเข้าจากเวียดนามเป็นลำดับที่ 47 ในปี 52 แต่ในปี 61 ขึ้นมาเป็นลำดับที่ 27 โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 269.3% ขณะที่นำเข้าจากไทยเป็นลำดับที่ 35 ในปี 52 แต่ในปี 2561 ลงมาเป็นลำดับที่ 38 อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 30.1%

เมื่อพิจารณาเฉพาะในกลุ่มอาเซียน พบว่า ช่วง 10 ปี EU นำเข้าจากอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ในปี 52 มีสัดส่วนการนำเข้าอยู่ในอันดับที่ 5 เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ แต่ในปี 61 มีสัดส่วนการนำเข้าอยู่ในอันดับที่ 1 ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สินค้านำเข้าของ EU จากเวียดนามเปลี่ยนไป โดยปี 52 สินค้าสำคัญที่ EU นำเข้าจากเวียดนาม คือ 1.รองเท้า 2.เสื้อผ้า 3.กาแฟ/ชา ส่วนปี 61 สินค้าสำคัญที่ EU นำเข้าจากเวียดนามคือ 1.อุปกรณ์ไฟฟ้า (โทรศัทพ์มือถือ) 2.รองเท้า 3.เสื้อผ้า ทั้งนี้ EU นำเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 51 เท่า จากปี 52 ส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน EU นำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น 30.1% โดยสินค้านำเข้าสำคัญของ EU จากไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าเดิม คือ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รถยนตและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขัน 10 กลุ่มสินค้าของไทย-เวียดนามในตลาด EU ปัจจุบันและย้อนหลัง 5 ปี ได้แก่ 1.ปศุสัตว์ 2.สัตว์น้ำ/ประมง 3.ผลไม้ 4.ข้าวสาร 5.ยางและผลิตภัณฑ์ยาง 6.สิ่งทอ 7.เครื่องแต่งกาย 8.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 9.อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 10.รถยนต์และส่วนประกอบ พบว่า สินค้าที่ไทยมีศักยภาพมากกว่าเวียดนามในตลาด EU ทั้งในปี 57 และ 61 คือ สินค้ากลุ่มปศุสัตว์ ข้าวสาร ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่เวียดนามมีศักยภาพมากกว่าไทย คือ กลุ่มสัตว์น้ำ/ประมง ผลไม้แต่ไทยยังมีศักยภาพในกลุ่มมังคุด และทุเรียน ขณะที่สินค้าในกลุ่มสิ่งทอไทยมีศักยภาพในปี 57 แต่เวียดนามมีศักยภาพในปี 61

สำหรับผลกระทบด้านการค้าต่อไทย ถ้า EU ทำ FTA กับเวียดนาม โดยคาดการณ์มูลค่าการส่งออกหลัง FTA (ครึ่ง

หลังปี 62-64) พบว่า มูลค่าส่งออกของเวียดนามไป EU ในช่วงปี 62-64 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 13.3% (คาดการณ์ปกติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.6%) โดยในปี 64 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 22,404.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (709,102.4 ล้านบาท) จากปี 61 เป็นมูลค่า 71,588.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,265,772.9 ล้านบาท) ซึ่งมูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเหตุการณ์ปกติประมาณ 12,031 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (380,781.2 ล้านบาท) ส่วนการส่งออกของไทยไป EU ยังคงเพิ่มขึ้นแต่มีอัตราที่ลดลง โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยช่วงปี 62-64 ปีละ 0.8% (คาดการณ์ปกติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.1%) โดยในไตรมาสที่ 3-4 ปี 62 มูลค่าการส่งออกจะลดลงจากเหตุการณ์ปกติประมาณ 680.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (21,525.2 ล้านบาท) และในปี 64 มูลค่าการส่งออกจะลดลงจากเหตุการณ์ปกติประมาณ 1,219.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (38,603.5 ล้านบาท) ซึ่งสินค้าที่ไทยได้รับผลกระทบมีมูลค่าลดลงมากที่สุด คือ 1.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย 2.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3.อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง