ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 408.99 จุด หลังหุ้นประกันสุขภาพร่วงหนัก

ข่าวต่างประเทศ Wednesday January 28, 2026 06:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (27 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพ อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนบวกเช่นกัน โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,003.41 จุด ลดลง 408.99 จุด หรือ -0.83%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,978.60 จุด เพิ่มขึ้น 28.37 จุด หรือ +0.41% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,817.10 จุด เพิ่มขึ้น 215.74 จุด หรือ +0.91%

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินให้แก่บริษัทประกันสุขภาพที่เข้าโครงการ Medicare Advantage ในปีนี้เฉลี่ยเพียง 0.09% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 4-6% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมาก

ทั้งนี้ อัตราการจ่ายเงินของรัฐบาลให้แก่บริษัทประกันสุขภาพที่เข้าโครงการ Medicare Advantage นั้น เป็นตัวกำหนดว่าบริษัทประกันสุขภาพจะสามารถเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันรายเดือน และออกแบบสิทธิประโยชน์ของแผนประกันสุขภาพได้มากน้อยเพียงใด และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อกำไรของบริษัท

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มประกันสุขภาพร่วงลง นำโดยหุ้น UnitedHealth ทรุดตัวลง 19.6% และเป็นปัจจัยฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 400 จุด นอกจากนี้ หุ้น UnitedHealth ยังถูกกดดันจากการที่บริษัทคาดการณ์รายได้ประจำปีนี้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ส่วนหุ้นบริษัทประกันสุขภาพรายอื่น ๆ นั้น หุ้น Humana ร่วงลง 21% หุ้น CVS Health ดิ่งลง 14.2% หุ้น Elevance Health ร่วงลง 14.3% ขณะที่ Centene ร่วงลง 10.2%

อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน โดยหุ้น United Parcel Service (UPS) ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 0.22% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในปี 2569 และเป็นปัจจัยหนุนหุ้นบริษัทคู่แข่งอย่าง FedEx พุ่งขึ้น 2.6% ขณะที่หุ้น General Motors ทะยานขึ้น 8.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4

ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5 เช่นกัน เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ โดยหุ้น Microsoft พุ่งขึ้น 2.2%, หุ้น Nvidia บวก 1.1%, หุ้น Apple ปรับตัวขึ้น 1.1%, หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 2.6% และหุ้น Broadcom พุ่งขึ้น 2.4%

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.42% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคพุ่งขึ้น 1.25% ส่วนหุ้นกลุ่มสุขภาพปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.66% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินลดลง 0.74%

หุ้น Boeing ปรับตัวผันผวน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 2% ในช่วงเช้า ก่อนที่จะปิดตลาดปรับตัวลง 1.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

หุ้นสายการบิน American Airlines ร่วงลง 7% ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าพายุฤดูหนาวที่ถล่มสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท แม้ว่าการคาดการณ์กำไรในปี 2569 จะสูงกว่าที่ประมาณการไว้ก็ตาม ส่วนหุ้น JetBlue ร่วงลง 6.9% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขขาดทุนที่สูงกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและการชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลในไตรมาสดังกล่าว

นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Meta, Microsoft และ Tesla ในวันนี้ (28 ม.ค.) เพื่อประเมินแนวโน้มธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้เช่นกัน ขณะที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลง 9.7 จุด สู่ระดับ 84.5 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2557 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 90.0

ขณะที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7,750 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 ม.ค.


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ