ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในช่วงเย็นวันพุธ (13 พ.ค.) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระยะเวลา 2 วันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยการหารือจะครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคง ภายใต้หลักการ "ต่างตอบแทนและเป็นธรรม" เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน
หลังจากเตรียมการมานานหลายสัปดาห์ นับเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยกำหนดการบางส่วน รวมถึงประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการค้าและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงประเด็นอิหร่านและไต้หวัน
แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวในการแถลงข่าวว่า ภายใต้การนำของปธน.ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ปรับความสัมพันธ์กับจีนให้มุ่งไปยังเป้าหมายที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "การสร้างความปลอดภัย ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของชาวอเมริกันขึ้นมาใหม่" พร้อมเสริมว่า ทรัมป์จะผลักดันเป้าหมายเหล่านี้โดยสะท้อนความเป็นจริงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในปัจจุบัน
เคลลีกล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯ และจีนมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ เกษตรกรรม และพลังงาน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ตามกำหนดการของทำเนียบขาว การประชุมสุดยอดระหว่างสองผู้นำจะเริ่มขึ้นในเช้าวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ภายหลังพิธีต้อนรับ โดยผู้นำทั้งสอง ซึ่งพบกันครั้งล่าสุดที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนต.ค. จะร่วมเยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) ในช่วงบ่าย ก่อนจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การเยือนจีนของทรัมป์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปธน.สหรัฐฯ ตั้งแต่การเยือนครั้งหลังสุดเมื่อปี 2560 จะยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสงครามอิหร่านจะยังคงยืดเยื้อและสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับปธน.สีหลายครั้งเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าว และผู้นำสหรัฐฯ คาดว่าจะมีการหารืออย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุติการสู้รบในภูมิภาค
ในส่วนของประเด็นไต้หวันนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีต่อไต้หวัน และเขาคิดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักของปธน.สีในการหารือกับปธน.ทรัมป์ครั้งนี้ คือการผลักดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีต่อไต้หวัน โดยความเห็นจากเจ้าหน้าที่จีนหลายรายเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่า ปธน.สีอาจเร่งเร้าให้ปธน.ทรัมป์ยุติการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันในปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของปธน.ทรัมป์ มีจำนวนมากกว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดก่อนภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน